19 พฤษภาคม 2555, 04:15:39
ยินดีต้อนรับผู้เยี่ยมชม
  • noavata
  • ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Page Rank

ทำเว็บไซต์ | แต่งบอร์ด | ออกแบบ | SMF | Joomla | Drupal | WordPress | JQuery | CMS | ECommerce | Tel. +668-08577477

ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
icon message ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตคืออะไร  (อ่าน 105 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
*



Azerbaijan   ชาย ผู้เริ่มต้นกระทู้นี้ ออฟไลน์
icon message
general เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2554, 06:58:08
การคบหาสมาคมคืออะไร
เมื่อพูดถึงเรื่องการคบหาสมาคมคืออะไร ก็เป็นการพูดให้เห็นถึงสิ่งที่เราต้องกระทำอย่างที่จะเว้นเสียไม่ได้ ไม่ได้เพียงว่าติดต่อกันเพื่อประโยชน์ของตนและเมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็พูดถึงสิ่งที่เรียกว่าอาจจะตั้งอยู่ในหัวใจของคนเรา ไม่ใช่เป็นเพียงวัดวาอารามหรือคำสั่งสอนหรือพระคัมภีร์ เมื่อพูดถึงการทำบุญสุนทานก็หมายถึงการกระทำชนิดที่มีความงดงามสำหรับความเป็นมนุษย์ไม่ใช่เป็นการค้ากำไรเกินควร วันนี้อาตมาก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ท่านทั้งหลายทุกคนรู้สึกว่าตัวเราก็มีชีวิตและเราก็รู้จักว่าชีวิตนั้นคืออะไรทำไมจึงต้องมาพูดกันถึงเรื่องชีวิตกันอีกเร้า


ขอให้ตั้งใจทำความเข้าใจสิ่งต่างๆที่จะพูดกันในภาษาธรรมเรื่องภาษาคนกับภาษาธรรมนั่นแหล่ะสำคัญมาก ถ้าเราพูดถึงเรื่องของชีวิตในภาษาคนก็ไปทางนึง ถ้าพูดถึงชีวิตในภาษาธรรมก็ไปทางนึง เช่นถ้าเราพูดกันในภาษาคนพระพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว อย่างที่เด็กๆเค้าเรียกว่าตายแล้ว ไม่อยู่กับเราแล้วแต่ถ้าเราพูดกันในภาษาธรรม พระพุทธเจ้ายังอยู่อยู่ในหัวใจของคนที่รู้จักพระพุทธเจ้าก็ยังอยู่ในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง คนโง่เท่านั้นที่จะพูดว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพานแล้วไม่อยู่กับเราแล้ว นั่นเป็นความโง่ที่ทำลายพุทธศาสนาด้วย คอยมองเห็นเป็นอันตรายถึงขนาดนี้ ถ้าเราพูดว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพานแล้ว นั่นมันเสียหายอย่างไร มันเสียหายตรงที่ว่ามันสู้ ลัทธิอื่น ศาสนาอื่นๆ บางศาสนาไม่ได้ ที่เขาพูดว่าพระเจ้ายังอยู่พระเจ้าอยู่ในที่ทั่วไปคอยคุ้มครองเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง








ที่นี้เราคิดดูเถอะว่าเราจะหวังพึ่งคนที่ตายแล้วดีหรือว่าเราจะหวังพึ่งคนที่ยังอยู่คุ้มครองเราทุกหนทุกแห่งดี ถ้าจะพูดว่าพระพุทธเจ้าตายแล้ว นิพพานแล้ว มันก็เสียหายอย่างนี้นั่นเป็นเรื่องของคนโง่พูด เพราะว่าพระพุทธเจ้ามิได้ไปไหนมิได้นิพพานหรือตายแล้วแต่ยังอยู่ในจิตใจของบุคคลที่รู้จักพระพุทธเจ้า ตลอดกัลปอวสาน หรือว่าในที่ทุกหนทุกแห่งอันหาประมาณมิได้ ถ้าเรารู้จักพระพุทธเจ้ากันแต่ในแง่บุคคลพูดกันแต่ในภาษาคนมันก็เป็นอย่างนั้น เรื่องใครเป็นใครนี้อาตมาจะพูดกันในสักวันหนึ่งหรืออีกซักชุดหนึ่ง เดี๋ยวนี้กำลังพูดว่าอะไรเป็นอะไร เดี๋ยวนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตนี้คืออะไร



ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่าเรารู้จักดีแล้ว และเราก็มีชีวิตอยู่ แต่อาตมาคิดว่าเราคงเล็งถึงชีวิตคนละแบบ ชีวิตแบบที่อาตมาจะพูดนี้ก็จะต้องพูดว่าท่านทั้งหลายทุกคนทั้งหมดนี้ไม่มีชีวิตเลยแล้วก็ไม่นุ่งผ้าด้วย คน 3 พันห้าร้อยล้านในโลกนี้ ที่วิ่งว่อนอยู่ในโลกนี้มันเป็นคนตายแล้ว ไม่มีชีวิตเลยไม่นุ่งผ้าด้วยอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ลองคิดดูว่ามันจะเป็นอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่าเป็นคนตายแล้วไม่มีชีวิต เพราะว่ามันไม่มีชีวิตในความหมายของภาษาธรรม ในภาษคนก็ดีภาษาธรรมก็ดีคำว่าชีวิตหมายถึงความสดชื่นอยู่ เดี๋ยวนี้ท่านจะมีการสดชื่นกันแต่ทางเนื้อหนัง ทางร่างกายนี้ไม่มีความสดชื่นเลย


ดังนั้นจึงถือว่ามันตายแล้วมันเป็นเหยื่อของกิเลสแล้วถูกยักษ์มารเคี้ยวกินอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกมันว่าไม่มีชีวิตมันตายแล้ว แล้วมันไม่นุ่งผ้าด้วย คือมันไม่มีธรรมะสำหรับที่จะป้องกันตัว ไม่ให้ถูกยักษ์มารคือกิเลสนั้นขบกัด อาตมาพูดว่าท่านทั้งหลายล้วนแต่ไม่นุ่งผ้าล้วนแต่ตายแล้วทุกคนนี่ มันหมายความอย่างนี้ ถ้าใครอยากจะสนใจก็จะได้พูดกันต่อไปว่ามันหมายความว่าอย่างไรโดยละเอียด อาตมาได้เคยยกเรื่องราวในคัมภีร์ของคริสต์มาพูดกันอยู่อย่างบ่อย ๆ เพื่อช่วยเกิดความเข้าใจ เราไม่ถือพวกถือพรรคถือเหล่าถือเขา ถ้าอะไรพอจะเข้าใจกันได้ก็เอามาพูดให้ฟังคัมภีร์ไบร์เบิลหน้าแรก ๆ นั่นแหละให้คำอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้อย่างดี ผัวเมียคู่แรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมานั่น แล้วพระเจ้าสั่งไว้ว่าอย่างไปกินผลไม้ของต้นไม้ต้นนี้ ที่เรียกว่าต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ถ้าแกกินเขาไปแล้วแกจะต้องตาย



แต่ต่อมาผัวเมียคู่นี้มันก็ได้กินผลไม้ ต้นไม้ที่พระเจ้าได้ห้ามไว้ โดยอธิบายว่ามารมาหรอกไปกิน มันกินเข้าไปแล้วมันเลยรู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักว่านุ่งผ้ารู้จกว่าไม่นุ่งผ้า รู้จักเป็นหญิงรู้จักเป็นชายอย่างนี้ก็เลยสืบพันธ์ พระเจ้ามาเยี่ยมที่หลังและรู้ว่าไอ้สองคนนี้มันได้กินผลไม้รู้จักดีรู้จักชั่วเข้าไปแล้ว ถามก็ได้ความอย่างนั้น พระเจ้าจึงสั่งให้มันตาย คือมันมีบาปตลอดกาล เพราะมันรู้จักดีรู้จักชั่ว เมื่อมันเกิดกิเลสเพราะเหตุนั้น มันก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ตลอดชีวิตจนตาย กระทั่งลูกหลานเหลน มนุษย์ในโลกเดี๋ยวนี้ ล้วนแต่ตายแล้วทั้งนั้น ตามความหมายนั้น เพราะไปรู้จักดีรู้จักชั่ว ในลักษณะที่ยึดมั่น มั่นหมายเรื่องดีเรื่องชั่วไม่ใช่รู้จักดีรู้จักชั่วเพื่อจะอยู่เหนือความดีและความชั่ว แต่ไปรู้จักความดีความชั่วในลักษณะที่ไปจมอยู่ข้างใต้ ทั้งความดีและความชั่วทำให้อำนาจ ยึดมั่นถือมั่นอำนาจความดีและความชั่วนั่นบีบคั้นเอาบีบคั้นเอา ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ร้อนเป็นไฟอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับคนตายแล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่าทุกคนตายแล้ว เพราะไปกินผลไม้ของต้นไม้ต้นนั้นเข้าไป รับช่วงมาจากบรรพบุรุษคนแรก ที่เรียกว่าคนตาย จนกว่าเมื่อไรจะได้ขึ้นไปกินผลไม้ต้นที่สองที่เรียกว่าต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร


ข้อความในพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ต่อไปอีกว่า พอพระเป็นเจ้าเห็นว่ามนุษย์นี้มันดื้อแล้วห้ามอะไรไม่ฟังแล้ว ก็เลยให้การอารักขาแก่ต้นไม้ต้นที่สองคือต้นไม้มีชีวิตนิรันดรนั้นเสียอย่างเข้มงวดกวดขัน ทำให้มนุษย์เข้าไปกินผลไม้ต้นนั้นไม่ได้ มนุษย์จึงมีแต่ความตาย ไม่มีชีวิตนิรันดรจนกว่าเมื่อไรจะสิ้นสมัยนั้น มาถึงยุคใหม่ที่พระเยซูเกิดขึ้น สอนให้คนเข้าถึงชีวิตนิรันดรกันใหม่ ซึ่งจะเรียกว่าฟื้นคืนชีพกันมาอีกที่หนึ่งจากความตาย ความตายหรือความอยู่ ความมีชีวิตอยู่มันมีความหมายอันลึกซึ้งอย่างนี้

ถ้าท่านเป็นอยู่ด้วยการถูกขบกัดเคี้ยวกินของยักษ์มารคือกิเลสแล้ว ก็เรียกว่าคนตายแล้วทั้งนั้น แล้วก็ไม่นุ่งผ้าด้วย เพราะว่าไม่มีธรรมะอะไรที่จะเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันไม่ให้ถูกเคี้ยวกินจากยักษ์มารเหล่านั้น งั้นเรามาพูดกันให้ดีให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต อันที่ควรจะมีจะได้มีชีวิตกันเสียที ถ้าเป็นชีวิตจริงก็ต้องมีความเป็นอยู่จริง คือไม่ตาย ถ้ายังตายอยู่ตลอดเวลาหรือตายอยู่บ่อย ๆ เพราะอำนาจของกิเลสที่เกิดขึ้น อย่างนี้จะเรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร มันต้องมีความสดชื่นอยู่ติดต่อกันไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลงจึงจะเรียกว่าชีวิตนิรันดร ชีวิตนิรันดรนี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ในชีวิตนี้ ในชีวิตที่รู้จักตายนี่แหละถ้าบุคคลใดรู้จักอบรมตัวตนให้ดี ก็จะกลายเป็นตัวตนชนิดที่ไม่รู้จักตายเรียกว่าชีวิตไม่รู้จักตาย หากพูดถึงเรื่องตัวตนแล้วมันค่อนข้างจะสับสน เอามาพูดกันเสียหน่อย เรื่องตัวตนนี้จะพูดว่ามีก็ได้ จะพูดว่าไม่มีก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้เป็นสองอย่าง



สำหรับทางศีลธรรมก็มีตัวตนสำหรับปรมัทธรรมหรือสัจธรรมก็เรียกหรือพูดไปในทางไม่มีตัวตน แต่เมื่อคนธรรมดา ถ้าจะพูดจะฟังกันมันก็ต้องเป็นเรื่องที่ลงรอยกันได้แต่ความรู้สึก ที่เค้ามีความรู้สึกอยู่แล้วแต่ก่อนตลอดเวลาว่ามีตัวตน ฉันมีตัวตนของฉัน ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ที่มีตนเป็นที่พึ่งนั้น ไม่มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ถ้ามีธรรมะเป็นที่พึ่งจะเรียกว่ามีตัวตนเป็นพึ่ง นี่มันหมายถึงตัวตนที่ได้เปลี่ยนไปแล้วจากความเป็นตัวตนของคนโง่ ของกิเลสของอวิชชาที่มีตัวกูของกูอยู่ตามประสาของอวิชชา ตัวตนชนิดนี้ ได้รับการศึกษาได้รับการอบรมกล่อมเกลามากขึ้นมากขึ้น ในตัวตนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นตัวตนชนิดที่ตรงกันข้าม ในตัวตนของสัจธรรม การที่ท่านสอนให้รู้จักอบรมตัวตนให้ยิ่งขึ้นไปก็หมายความว่าอบรมตัวตนที่เป็นตัวกูของกูอย่าโง่เขลามิให้มันสูงขึ้นไปเป็นตัวตนที่สะอาดปราศจากความยึดมั่นเป็นอุปาทาน เหลืออยู่แต่ธรรมะอันบริสุทธิ์ ถือเอาธรรมะอันบริสุทธิ์นั้นว่าเป็นตัวตน   

หน้าที่ 2 - บรมอัตตาเป็นปรมาต
สมมติว่าเรียกก็เรียกว่าตัวตนอันใหญ่หลวงเป็นบรมอัตตาเป็นปรมาต เป็นปรมะอัตตา เป็นมหาอัตตาแล้วแต่จะเรียก ตัวตนของธรรมะซึ่งเป็นตัวตนที่ไม่รู้จักตายและเป็นชีวิตนิรันดรอยู่ในตัวมันเอง ถ้ามีตัวตนที่เป็นตัวกูของกูเกิดมาจากอุปาทาน ตัณหา เวทนา ภัสสะ อย่างนี้แล้ว เป็นตัวตนที่ตายอยู่แล้วในตัวตน คือมีกิเลสและเป็นทุกข์อยู่แล้วในตัวตนชนิดนั่นอย่างเต็มที่ ใครมีตัวตนชนิดนี้ก็คือคนที่ตายแล้ว นั้นจึงมีสิทธิที่จะพูดว่าท่านทั้งหลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตจะไม่นุ่งผ้าหรือไม่มีตัวตนแห่งธรรมะ ไม่มีธรรมะเหมือนกับผ้าสำหรับนุ่งที่จะป้องกันความน่าเกลียดน่าชัง คนที่ไม่มีธรรมะก็ทำอะไรที่น่าเกลียดน่าชัง แม้คนอื่นไม่เห็น ตัวเองก็เห็น เหมือนกับคนไม่นุ่งผ้า ไม่มีความละอาย



แต่ถ้ามีธรรมะมีสิ่งที่ป้องกันไม่ให้ถ้ามีการกระทำที่น่าละอาย และยิ่งกว่านั่นก็คือมีตัวตนแห่งธรรมะที่ไม่รู้จักตาย เรียกว่าเป็นชีวิตนิรันดร ผู้ใดมีธรรมะเป็นตัวตน ผู้นั้นเรียกว่ามีชีวิตที่ไม่รู้จักตาย ขอให้พยายามมองดูกันในแง่นี้และมีตัวตนชนิดที่มีชีวิตกันเสียสักที ขอให้ดูกันง่ายๆไปตั้งแต่ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตชีวิตนี้ตามธรรมดา เช่นต้นไม้ก็มีชีวิต สัตว์เดรัจฉานก็มีชีวิต คนก็มีชีวิต แล้วมันดีกว่ากันที่ตรงไหน มันก็แบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือทางฝ่ายวัตถุกับทางฝ่ายวิญญาณ แล้วก็จะพบความแตกต่างกัน ว่าฝ่ายวัตถุนั้นชีวิตเป็นเพียงสิ่งที่ยังสดอยู่ตามแบบของวัตถุ เซลล์แต่ละเซลล์ที่จะประกอบกันเป็นเนื้อหนัง มังสามันยังสดอยู่ มันยังเป็นอยู่ แม้แต่ใบไม้เขียว ๆ ที่ยังอยู่กับต้นนี้เซลล์ของมันยังสดอยู่หรือว่าเนื้อหนังของสัตว์เดรัจฉานที่มันยังเป็นอยู่ ยังสดอยู่ เรียกว่าเซลล์นั้นยังมีชีวิต เนื้อหนังของคนเราก็เหมือนกัน มันยังสดอยู่ ยังเป็นอยู่ มันก็เรียกว่าเป็นเซลล์ที่มีชีวิต นี้มันเป็นชีวิตด้านร่างกาย ด้านวัตถุ นี้อาจจะพูดได้ว่ามันยังมีชีวิตอยู่







แต่ถ้ามีชีวิตกันในแบบนี้แล้ว คนก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉานหรือว่าคนก็ไม่ดีไปกว่าต้นไม้ต้นหญ้า ซึ่งมันก็มีชีวิตในเซลล์ที่ยังเป็นอยู่ นี้เรียกว่าชีวิตในภาษาคน ภาษาวัตถุ ภาษาธรรมดาทุกคนยังมีอยู่ ท่านก็จะคิดเอาเองว่าเราก็มีชีวิตอยู่มีเนื้อหนังที่ยังสดอยู่ยังเป็นอยู่ อย่างนี้ก็ตามใจ แต่อาตมาถือว่านั่นไม่ใช่ชีวิตที่เรามุ่งหมายกันตามหลักแห่งศาสนา ตามหลักแห่งศาสนามุ่งหมายความสดชื่นแห่งวิญญาณ จิตใจที่เป็นความรู้สึกทางสติปัญญา นั่นจะต้องสดชื่น ถ้าไม่สดชื่นมันก็จะเหี่ยวแห้ง และก็ตายแล้วเพราะไม่มีความสดชื่น เดี่ยวนี้ชีวิตของคนที่ไม่รู้ธรรมมะ ก็เป็นปุถุชนธรรมดา อันนั้นไม่สดชื่นเรียกว่าวิญญาณไม่สดชื่น ชีวิตในด้านร่างกายเนื้อหนังนั้นยังสดชื่นอยู่แต่ว่าชีวิตในด้านวิญญาณนั้นไม่สดชื่น เพราะว่าไฟนั้นคือ ราคะ โทสะ โมหะ เผาผลาญอยู่เสมอหรือบ่อยๆ เรียกว่ามันตายเพราะเหตุนี้ ถ้ามันสดชื่น มันปกติมันจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อมันสดอยู่ด้วยความไม่เร้าร้อน ไม่กระวนกระวาย ช่วยจำคำว่าไม่กระวนกระวายนี้ไว้ให้ดีหน่อยเถอะ จะเข้าใจพระนิพพานได้ เดี่ยวนี้คนยังมีความกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา ดูกันง่ายๆก็ตรงที่ว่า เมื่อไม่ได้อะไรมาอย่างใจ มันก็กระวนกระวายเพราะไม่ได้ ไม่ได้ของรักของพอใจมา



ตามที่ตัวต้องการมันก็กระวนกระวาย เหมือนกับไฟเผาดวงวิญญาณอยู่ ที่นี้ครั้นได้ของรักของชอบใจมาตามที่ตนต้องการ มันก็ยังคงกระวนกระวายต่อไปอีกแบบนึง คือกระวนกระวายความรักของที่ได้มา หึงและหวงของที่ได้มา ระวาดระแวงต่างๆนานาในของรักที่ได้มา มีความหวาดกลัวเกี่ยวกับของรักที่ได้มา นี้ก็ยังมีความกระวนกระวาย เรียกว่าได้มาสมตามที่ต้องการแล้ว มันก็ยังมีความกระวนกระวาย ร้อนอยู่ไปตามเดิม กระวนกระวายทั้งขึ้นทั้งร่อง สมน้ำหน้ามันไอ้คนบ้า มันมีความกระวนกระวาย ไม่ได้ตามที่ต้องการก็กระวนกระวาย ได้ตามที่ต้องการก็กระวนกระวาย งั้นมันมีความสดชื่นอย่างไรได้ เราจึงเรียกว่ามันตายแล้ว มันไม่มีความสดชื่น มันไม่มีความหมายของคำว่าชีวิตเลย



คนธรรมดาเป็นอย่างนี้จึงถือว่าเป็นคนตายแล้ว แม้จะวิ่งว่อนอยู่บนโลกนี้ตั้งสามพันกว่าล้านคน มันก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนตายแล้ว ไม่นุ่งผ้าด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามันไม่ถูกกิเลสเผาผลาญ แล้วมันก็ไม่ใช่วิ่งว่อนไปในโลก ให้ยุ่งยากลำบากนี้เรียกว่ากิเลสมันบังคับ มันไสหัว มันผลักใสให้ดิ้นไปดิ้นมา มีความกระวนกระวายอยู่เสมอคอยมองดูในด้านแห่งจิตใจ ลึกซึ้งอย่างนี้ แล้วให้พบความกระวนกระวายเร้าร้อนอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ว่านี้มันไม่ใช่ชีวิต มันไม่มีชีวิต ต่อเมื่อหยุดความกระวนกระวายนั้นเสียได้ จึงจะเรียกว่ามีชีวิต


นั่นก็คือพระนิพพานหรือการบรรลุพระนิพพาน พระอรหันต์บรรลุขั้นสูงสุดถึงขั้นที่เรียกว่าหมดกิเลส หมดอาสวะ บรรลุพระนิพพาน นั่นถึงขั้นชีวิตนิรันดร ไม่มีความกระวนกระวายไม่ได้ของรักของพอใจมาก็ไม่กระวนกระวาย ได้ของรักของพอใจมาก็ไม่กระวนกระวาย เพราะว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีกิเลส เป็นเหตุให้มีของรักของพอใจ และไม่อาจจะรักหรือไม่รักได้เพราะหมดกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความรักหรือไม่รัก ไม่ต้องการ เพราะว่าไม่มีเหตุ ความรู้สึกที่เป็นอวิชชาที่ว่า ความต้องการเช่นว่าถ้าหิวอาหาร ก็ไม่ต้องหิวอย่างที่มีความต้องการเหมือนปุถุชนธรรมดาหิวและต้องการ ให้มีแต่ความรู้ว่ามันต้องการอาหารก็ไปหาอาหารมาฉันท์


ไอ้ความรู้สึกที่เป็นความต้องการ ไม่ต้องการ มีความหิวก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องความหิว มีความต้องการ ของร่างกายไม่ใช่ของตัวตนหรือของเรา อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีความต้องการที่เป็นเหตุให้เร่าร้อนมีแต่ความรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรก็ทำไป อยากกินอาหารจะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ จะอาบน้ำ จะชำระอะไรก็แล้วแต่มันก็ล้วนแต่เป็นไปด้วยความรู้ สติสัมปชัญญะ ไม่ทำด้วยความต้องการ ที่เป็นกิเลสหรือตัณหา ซึ่งทำเหมือนกับไฟ งั้นเราจึงพูดว่าเมื่อไม่ได้อะไร ก็กระวนกระวายเมื่อได้ก็ไม่กระวนกระวาย ก็เลยไม่มีความกระวนกระวาย มีแต่ความเยือกเย็นเป็นปกติเป็นสันติ ตลอดไปนี้เรียกว่าชีวิตที่แท้จริง นี่ก็ชีวิตนิรันดร เป็นตัวธรรมะ ไม่ใช่เป็นสัตว์ที่มีกิเลส แต่เป็นตัวธรรมะที่รู้สึกได้ด้วยจิตที่ปราศจากกิเลส   

หน้าที่ 3 - พระกรรมฐาน
การที่เราพยายามอบรมพระกรรมฐานหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก คือจิตมันหมดกิเลส ก็เพื่อให้จิตมันถึงชีวิตนิรันดรแล้วก็มีชีวิตนิรันดร คือชีวิตจริงกันสักที ไม่ต้องตายแล้วตายอีกแห้งแล้วแห้งอีก เป็นอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ เมื่อได้แล้วก็ร้อน เมื่อไม่ได้ก็ร้อน นั่นมันเป็นอำนาจของคนบ้าเรียกว่าปุถุชนมันยังไม่สาสม ต้องอยู่อย่างคนบ้าจึงจะสาสมกับมัน ไม่ได้ก็ร้อน เมื่อได้มาแล้วมันก็ยังร้อน ขอให้มองกันในภาษาธรรม พูดกันในภาษาธรรม แล้วก็จะรู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร เราก็จะทำกันต่อไปเพื่อให้ได้มีชีวิตชนิดนั้น จะพูดให้เป็นภาษาธรรมดาจะเรียกว่าชีวิตที่แท้จริงก็ได้ มีชีวิตตามที่มีอยู่ มีกันอยู่ รู้จักกันอยู่นั้นมันเป็นชีวิตปลอม คือมันไม่มีความหมายแห่งชีวิต คือไม่มีความสดชื่น ซึ่งเป็นความหมายแห่งชีวิต มันเป็นความสดชื่นทางร่างกายทางเนื้อหนัง


ซึ่งไม่มีความหมายอะไรกับจิตใจ ถ้าจิตใจมันร้อน ต้องมีความสดชื่นทางจิตทางวิญญาณ จึงจะเรียกว่าเป็นชีวิต ในเรื่องที่จะต้องอาศัย อยู่บนร่างกายที่ยังมีชีวิตทางร่างกายนี้ มันเป็นของธรรมดา เค้าว่าอะไรเราก็รู้สึกได้ เป็นร่างกายในระบบที่เป็นร่างกายสำหรับรู้สึกได้


แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มีชีวิตชนิดที่เยือกเย็นแท้จริง สำหรับให้เกิดความรู้สึกทางร่างกาย นั้นจึงมีความเร่าร้อนไปหมด เมื่อทางจิตทางวิญญาณเร่าร้อนแล้ว ทางร่างกายก็เร่าร้อนด้วย คอยสนใจในครึ่งหลังหรืออีกซีกนึง ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องทางร่างกายดังที่กล่าวแล้ว ถ้าเราเป็นมนุษย์กันแต่ทางร่างกาย ส่วนทางจิตทางวิญญาณไม่มีความเป็นมนุษย์แล้ว มันก็ไม่มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์เลย มันเป็นเพียงสัตว์ที่มีรูปร่างอย่างมนุษย์ ไม่มีความหมายของคำว่ามนุษย์ คือจิตใจที่สูงสุดอยู่เหนือความตาย เมื่อพูดถึงคำว่าชีวิต ก็ต้องระลึกนึกถึงคำว่าไม่ตาย เช่นคำว่า “อมตะ” แปลว่าไม่ตาย









เมื่อไม่ตายนั้นแหละจึงจะเป็นชีวิต ไม่ตายนี้เป็นคำแทนชื่อของพระนิพพาน พระนิพพานนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งก็เรียกได้ว่า “อมตะธรรม” คือธรรมที่ไม่ตาย หมายความว่าเป็นชีวิตนิรันดร เหมือนอย่างที่อธิบายมาแล้ว เพราะไม่มีกิเลสที่เป็นไฟที่จะเผาให้มันแห้ง ให้มันไหม้ ให้มันตายไป ปราศจากกิเลสเมื่อใด จิตใจก็ลุถึงชีวิตนิรันดรเมื่อนั้น ชีวิตที่มีความสดชื่น ไม่มีความแห้ง จึงจะเรียกชีวิตที่แท้จริง เดี๋ยวนี้เรามีชีวิตที่แท้จริงกันแล้วหรือยัง ถ้าตั้งคำถามขึ้นมาอย่างนี้ ก็จงตอบด้วยคำอธิบายที่ได้อธิบายมาแล้ว ว่าถ้าเรายังกระวนกะวายอยู่ ทั้งเมื่อยังไม่ได้ ทั้งเมื่อได้มาแล้ว อย่างนี้มันก็ตายแล้ว มันไม่มีชีวิตที่แท้จริงได้ ที่ต้องมีชีวิตที่แท้จริงชนิดที่ไม่รู้จักกระวนกระวาย คือไม่รู้จักแห้งตายเพราะอำนาจของกิเลส ไม่ตายแล้วตายอีก ก็ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆจนเกิดความโลภความหลง


คำพูดที่เราพูดจนติดปากของชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็พูดว่ามีชีวิตจิตใจมันก็แสดงอยู่ว่ามีชีวิตจิตใจมากกว่าที่จะเล็งถึงร่างกายหรือวัตถุ ขอให้มีชีวิตจิตใจกันสักหน่อย หรือขอให้มีชีวิตชีวากันสักหน่อย อย่างนี้เราก็เรียกว่ามีความหมายที่ประหลาดมากขึ้นไปอีกและมีความหมายเข้ารูปเข้ารอยดีกว่า ที่ว่ามีชีวิตชีวากันสักหน่อยนี้ ไอ้ชีวา ชีโว ชีวะนี่ ตามภาษาดั้งเดิมเค้าหมายถึงสิ่งที่ไม่ตาย ชีวะ ชีโว คือสิ่งที่ไม่รู้จักตาย เข้าๆ ออกๆ ไม่อยู่กับร่างกายนี้ คนตายลงไปชีโวก็ไม่ได้ตายด้วย มันไปหาเกิดใหม่ ภาษาโบราณเค้าเป็นอย่างนี้ จะเรียกว่าโบราณ จะเรียกว่า เจตุภูติ จะเรียกว่า ชีโว จะเรียกว่า สัตโต จะเรียกว่าอะไรก็ได้แล้วแต่จะเรียก


แต่มันมีความหมายว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่รู้จักตาย นั่นมีคำๆหนึ่ง สำหรับเรียกนั่นก็เรียกว่าชีโว ชีวะ ถ้าเรามีชีวิต ชีวา จริงๆ เราก็ต้องไม่ตาย เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวานั้นมันไม่รู้จักตาย ถึงจะเป็นคำว่าชีวิต มันก็คำๆเดียวกัน แต่มันให้ความหมายถึงบุคคล ความหมายอย่างบุคคล คือบุคคลที่มีชีโว เพราะ ฉะนั้นควรจะไม่ตาย ทำไมมาตายกันเสียตั้งแต่เป็นๆอย่างนี้ ร้อนกระวนกระวายด้วยการได้ ด้วยการไม่ได้ การแพ้ การชนะ การขาดทุน การกำไร การสุข การทุกข์ นินทา สรรเสริญ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ เอามาสำหรับ เผารนให้มันแห้งตายไป ไม่มีชีวิตจิตใจนั้นอยู่ที่ตรงไหนที่เป็นความสดชื่นเลย ถ้าว่าได้ศึกษาปฏิบัติ จนถึงกับว่า โลกธรรมทั้งแปด ทั้งสี่คู่ ไม่มาย่ำยีจิตใจให้กระวนกระวายได้แล้วนั่นแหล่ะพอที่จะมีชีวิตจิตใจ หรือมีชีวิตชีวา หรือมีชีวิตวิญญาณ ชนิดที่แท้จริง สงเคราะห์รวมอยู่ในชีวิตนิรันดร คือไม่เปลี่ยน เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักเปลี่ยน มีความหมายสดชื่นอย่างไรก็ยังคงสดชื่นอยู่อย่างนั้น



ดังนั้นจึงจะต้องรู้ธรรมะในระดับสูงสุด เป็น โลกตะธรรม แล้วจึงจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง ยินดียินร้าย ขึ้นๆลงๆ ไปตามอำนาจของสิ่งที่เข้ามาแวดล้อม ถ้ามันยังมีการเปลี่ยนไปตามอำนาจ ความยินดียินร้ายเพราะสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมแล้ว เรียกว่าเป็นคนตายแล้ว ไม่มีชีวิตเลย นี่คือชีวิตในความหมายของ ภาษาธรรม ที่แปลกออกไป ที่อาตมากำลังเอามาบอกกับท่านทั้งหลายว่าชีวิตนี้คืออะไร มันเหมือนกันหรือต่างกันสักเท่าไรกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ที่ท่านทั้งหลายรู้จักกันอยู่แต่ก่อนแล้ว ก็ยังเดินได้ ยังหายใจได้ ยังกินได้ ถ่ายได้ แล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ อย่างนี้มันเป็นชีวิตในความหมายอื่น เป็นความหมายที่ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเลย เราต้องมีชีวิตในความหมายอื่นที่ดีไปกว่านั้น คือมีความสดชื่นแห่งดวงจิตดวงวิญญาณ จึงจะเรียกว่ามีชีวิต ตรงตามที่มุ่งหมายในหลักของพระศาสนา ซึ่งเค้าเล็งถึงชีวิตนิรันดร หรือตัวตนอันแท้จริง ที่ไม่รู้จักตายคือตัวธรรมะนั้น


ที่นี่ก็จะพูดให้ละเอียดลงไปตรงหัวข้อที่ว่า ในชีวิตธรรมดาสามัญของปุถุชนนี้ แม้มันจะดีวิเศษอย่างไร มันก็ตายอยู่แล้วในตัว เพราะมันยังมี โลภะ โทสะ โมหะ อยู่ หลักเกณฑ์ที่จะเอาชีวิตมาแบ่งแยกให้เห็นความแตกต่างกับเป็นระดับๆไป ก็คือหลักธรรมมะ ที่เรียกกันว่า ภพหรือภูมิ ภูมิแปลว่า ชั้น ชั้นแห่งอะไรชั้นแห่งชีวิต ชีวิตชั้นระดับต่ำก็เรียกว่า กามาวัจรภูมิ ชั้นที่มันท่องเที่ยวอยู่ในกาม สูงขึ้นไปเรียกว่า รูปวัจรภูมิ ท่องเที่ยวไปในรูป สูงขึ้นไปเรียกว่า อรูปปาวัจรภูมิ คือชั้นที่ท่องเที่ยวไปในอรูป และชั้นสุดท้ายคือชั้นที่สี่ เรียกว่าโลกอุตรภูมิ คือชั้นที่อยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง ไอ้กามาวัจรภูมิ รูปวัจรภูมิ อรูปปาวัจรภูมิ มันเป็นเรื่องโลกอยู่ในโลกเป็นอย่างโลกๆ ชีวิตที่ตายอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงชั้นโลกอุตรภูมิ


จึงจะเป็นชีวิตที่ไม่ตายอย่างที่กล่าวแล้ว กามาวัจรภูมินั้นคือชีวิตระดับทั่วๆไปของสัตว์ ที่ยังชอบกามารมณ์ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังชอบกามารมณ์ จะเป็นสัตว์นรกก็ยังหวังกามารมณ์ จะเป็นเปรต แม้ร่างกายไม่สมประกอบอย่างไรจิตใจมันก็ยังหวังกามารมณ์ จะเป็นมนุษย์ยากดีมีจนอย่างไรก็ยังหวังในกามารมณ์ บูชากามารมณ์เป็นพระเจ้าอยู่ หรือจะเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นกามาวจร ยังมีบูชากามารมณ์อยู่ ตั้งแต่พวกเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจรลงมาถึงมนุษย์ทุกชนิดลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน เปรตอสูรกาย มันก็ยังมีจิตใจ ที่หลงใหล พอใจ อยากได้ ประสงค์ มุ่งหมายในสิ่งที่เรียกว่ากาม   

หน้าที่ 4 - โลภะ โทสะ โมหะ
นั่นมันจึงมีสิ่งที่เรียกว่ากามนั่นแหล่ะเป็นที่มั่นแห่งการยึดถือ แล้วมันก็เกิดโลภะ โทสะ โมหะ แผดเผาชีวิตนั้นให้แห้งเหมือนกับของที่ถูกเผาไฟแล้ว โดยจิตโดยวิญญาณมันเป็นอย่างนี้แล้วก็ถือว่า ไอ้สัตว์ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในกามาวัจรภูมินี้ไม่มีชีวิตที่แท้จริงอยู่เลย มีชีวิตหลอก คือมีความตายแล้ว มีกิเลสเผาไหม้อยู่เสมอตลอดเวลา ทีนี้สัตว์อีกประเภทหนึ่งมันสูงขึ้นมาไม่บูชากามไม่หลงใหลกามารมณ์อย่างนั้น แต่ยังชอบในเวทนาที่เป็นความสุข เกิดมาจากสิ่งที่เป็นรูป เป็นรูปบริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นชั้นสูงสุดที่เกิดมาจากการเจริญสมาธิ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ มีความสุขเกิดจากสมาธิ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ มันก็หลงใหลในเวทนานั้น ยึดมั่นในเวทนานั้น มันก็เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงไปตามแปดของรูปราคะ มันก็ถูกรูปราคะเป็นไฟเผาไหม้แห้งเกรียมไปไม่มีชีวิตอยู่เลย นี่พวกรูปราคะจรมันก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ มันมี โมหะ อวิชชาเป็นไฟแผดเผาให้แห้งไป อยู่ตลอดเวลาอยู่เหมือนกัน


ชีวิตที่มันสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเรียกว่า อรูปปาวจร มันเอาสิ่งที่ละเอียดประณีต ไม่มีรูปร่างเป็นเพียงนามธรรมมาเป็นวัตถุ สำหรับแสวงหาสุขเวทนา ก็แสวงหาสุขเวทนาได้เหมือนกัน ยึดมั่นในเวทนานั่นแล้วก็มีทางให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็เร่าร้อนอยู่ด้วยอรูปราคะ มันก็เป็นชีวิตที่ไม่มีความสดชื่นคือตายแล้ว จะพูดให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนธรรมดาสามัญ จะพูดด้วยตัวอย่างว่าไอ้คนที่มันบ้ากามารมณ์เรียกว่ารูปกามาวจร ไอ้คนที่มันไม่บ้ากามารมณ์ แต่ไปบ้าของเล่นที่มันว่าสวยงาม เสียงเพราะอะไรก็ตามอย่างนี้ก็ยังพอจะเรียกว่ามันไม่ได้บูชากาม


แต่มันบูชารูปธรรม วัตถุธรรมเป็นความสุข นี้มันก็ตายแล้ว ทีนี้ถ้ามันจะบูชา รูปหรือนามธรรม เช่น บูชาเกียรติยศชื่อเสียงตลอดถึงคนบ้าบุญ มันก็ตายแล้ว เพราะบุญก็เป็นนามธรรม ถ้าเป็นที่ตั้งสำหรับยึดมั่นถือมั่น สำหรับบ้าหลังแล้ว ก็ยังเป็นชีวิตที่ตายแล้ว จึงถือว่าทั้งสามพวกคือพวก กามาวจรก็ดี รูปปาวจรก็ดี อรูปวจรก็ดี นี้มันคนตายแล้วทั้งนั่นอย่าไปหวัง อะไรให้มันมากมายนัก หวังที่จะมีชีวิตสดชื่นแท้จริงกันดีกว่า มันก็ยังเหลือแต่ระดับที่สี่ระดับสุดท้าย คือระดับที่เรียกว่าโลกอุตรภูมิ โลกอุตรภูมิแปลว่าเหนือโลก โลกก็คือกามารมณ์ ผู้กระทำ รูปธรรมนั่นแหล่ะ รวมกันแล้วทั้งสามอย่างเรียกว่าโลก กามาโลก รูปโลก อรูปโลก มันก็ยังเป็นโลกอยู่ด้วยกันทั้งนั้น มันก็จมอยู่ในโลกนี้ กิเลสที่เป็นเหตุให้จมอยู่ในโลกนั่นแหล่ะ เผารนให้ไหม้ให้แห้ง ไม่มีชีวิตอยู่เสมอ

กามราคะก็เผาอย่างกามราคะ รูปราคะก็เผาอย่างรูปราคะ อรูปราคะก็เผาอย่างอรูปราคะ







ทั้งสามอย่างนี้เป็น โลกียะ แห้งไม่มีชีวิตที่แท้จริง คนเค้าเคยหลงใหลกันไปตามลำดับยึดเอาเป็นนิพพานกันเสียก็มี พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ท่านก็ได้ตรัสสอนให้เห็นความเป็นจริงว่ามันไม่ได้ มันจะเป็นนิพพานที่นั่นไม่ได้ มันยังไม่เย็น มันยังไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริง มันยังไม่ถอนตัวมาจากกามาวัจรภูมิ รูปาวัจรภูมิ อรูปาวัจรภูมิ มาสู่โลกอุตรภูมิ ผู้ที่มุ่งหวังมาอยู่ในขอบเขตของโลกอุตรภูมินั้นที่ควรจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ถ้ายังหลงอยู่ในกาม เรื่องรูป เรื่องอรูปแล้วนั้นไม่ควรจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงเป็นอย่างละเมอๆ เพียงว่าของนี้มันสูงกว่าระดับธรรมดาสักหน่อย แล้วไม่ดูให้ดีว่ามันเป็นที่ตั้งแห้งความยึดมั่นถือมั่น ก็ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็เกิดตาม รูปราคะ อรูปราคะ เป็นไฟที่เผาอยู่ ต้องพ้นจากไฟเหล่านี้จึงจะมาถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิต คือมีความสดชื่นทางจิตทางวิญญาณ ในความหมายของภาษาธรรมไม่ใช่ภาษาวัตถุ ซึ่งจะวัดด้วยปรอทเครื่องวัดไม่ได้ แต่มีหลักเกณฑ์ของธรรมมะที่จะวัดได้ พอปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็ไม่มีไฟ เมื่อไม่มีไฟแล้วก็ไม่เผาให้ร้อนไม่ถูกเผาให้ร้อน มันก็สดชื่นอยู่จึงมีความสดชื่นนิรันดรอยู่ที่ความมีจิตอยู่เหนือโลก เช่นกามารมณ์ทั้งหลาย รูปารมณ์ทั้งหลาย หรือ อรูปารมณ์ทั้งหลาย มันเป็นเรื่องโลก


เป็นเชื้อเพลิงเป็นเหยื่อไฟสำหรับเลี้ยงไฟ ให้มันลุกอยู่ได้ให้มันเผาจิตเผาใจอยู่ได้ เราต้องไม่มีสิ่งเหล่านั้นคือไม่มีอะไรร้อน ถ้าใครฟังไม่ค่อยเข้าใจก็กลับไปหาคำพูดแรกที่ว่า เมื่อยังไม่ได้ก็ไม่ร้อนใจ เมื่อได้มาแล้วก็ไม่ร้อนใจนั่นแหล่ะจึงจะเรียกว่าเย็นตามความหมายของคำว่า นิพพาน นิพพานแปลว่า ดับหมดหรือไปหมดแห่งสิ่งที่มีความร้อน ตอนนิพพานนี้แปลว่าดับลงแห่งสิ่งที่มีความร้อน เป็นภาษาชาวบ้านในครัว ก็พูดคำว่านิพพานซึ่งเข้าสู่นิพพานแล้วกินได้ ข้าวต้มนิพพานแล้วกินได้ ถ้ายังไม่นิพพานมันร้อนเกินกว่าที่จะกินได้


คำว่านิพพานแปลว่าเย็นพูดอยู่ตามภาษาชาวบ้าน เอามาใช้ในทางศาสนา ในทางธรรมมะก็หมายถึงเย็นนั่นแหล่ะ เย็นจากกิเลส ไม่ใช่ไฟธรรมดา มันเป็นไฟกิเลส ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มันก็เย็นอย่างที่เรียกว่านิพพาน ถ้าไม่ร้อนนี้คือสดชื่น เรียกว่าชีวิตจริง คำว่าเย็นยังมีเช่นคำว่า ศิวะ “ศิวะ”แปลว่า เย็นเป็นคำแทนชื่อของนิพพานก็ยังมี คำว่าศิวโมข ศิวโมขมหานิพพาน ศิวแปลว่าเย็น โมขแปลว่าหลุดพ้น มหานิพพานก็ว่านิพพาน สูงสุดด้วยแต่มีความหมายเป็นเรื่องเย็นทั้งนั้น ไม่มีความร้อนต่ออำนาจแห่งกิเลสนั่นแหล่ะ คือชีวิตจริง เรามารู้จักเหตุแห่งชีวิตจริงว่ามันอยู่ในลำดับที่สี่ ที่ท่านได้จัดไว้มาพูดจากัน ว่า กามาวจรหนึ่ง รูปาวจรหนึ่ง อรูปาวจรหนึ่ง


ใครมีสามอย่างนี้ไม่ไหว ก็ยังอยู่ในกองไฟ จะเป็นชีวิตจริงก็ต่อเมื่อเป็นโลกอุตรภูมิจึงจะเป็นชีวิตจริง พุทธบริษัทเราเป็นกันทำไม เป็นให้เหนื่อยยากโกรธเคืองกันทำไม ก็เป็นตรงที่มุ่งหมายให้เข้าถึงโลกอุตรภูมิด้วยชีวิตจริง ละทิ้งชีวิตบ้าๆบอๆอันเป็นไฟลุกทั้งวัน กลางคืนดับควัน กลางวันเป็นไฟอยู่กันอย่างนี้ แล้วมันจะเป็นชีวิตจริงได้อย่างไร ก็ต้องละกลางคืนดับควันกลางวันเป็นไฟทิ้งกันเสีย ก็จะขึ้นไปสู่ระดับที่สี่ ที

ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/10137
Windows XP    Chrome 15.0.874.121   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
กระโดดไป:  

Creative Commons License

SMF Thai Translation Powered by SMF © 2006–2012, Simple Machines LLC

WordPress Google เข้าเยี่ยมชมหน้านี้ล่าสุดเมื่อ : 17 พฤษภาคม 2555, 03:44:05

jQuery Plugin Copyright © 2551-2555 Themes Design & Hosting by DexMoreGroup

Sitemap | Thai Simple Machines Forum support SMF Thai

Web Begining | SMF Modifications | SMF Thai Translation Web Begining

Drupal | WordPress | CMS Joomla | jQuery Plugin | Web Graphics CMS Joomla