ส่วนทุนเล่าเรียนหลวงในระดับการศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรีนั้น ได้จัดให้มีขึ้น พ.ศ. ๒๕๑๘ เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชดาภิเษกเฉลิมฉลองครบ ๒๕ พรรษาแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดกิจกรรมเพื่อสนองพระราชประสงค์เกี่ยวกับทุนเล่าเรียนหลวง โดยจัดตั้งทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแก่นักศึกษาที่เป็นคนไทย และชาวต่างประเทศที่มีผลการเรียนดีเด่นเป็นพิเศษของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอ เซีย ในปัจจุบันพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงแก่นักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอ เซียปีละ ๑๖ ทุน ๆ ละ ๒๒๐,๐๐๐ บาท ต่อปี
๔. ทุนการศึกษาสงเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้ง "มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" โดยมีพระราชดำริให้ตั้งทุนเพื่อหาดอกผลสงเคราะห์เด็กที่ครอบครัวต้องประสบ วาตภัยภาคใต้ และขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมทั้งช่วยเหลือราษฎรผู้ซึ่งประสบสาธารณภัยทั่ว ประเทศด้วย หลังจากที่ได้ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชนในเหตุการณ์เฉพาะหน้าในมหาวาตภัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ และสร้างสถานสงเคราะห์รับอุปการะเลี้ยงดูเด็ก ๆ ที่กลายเป็นเด็กอนาถาไร้ที่พึ่ง เนื่องจากบิดามารดาและญาติพี่น้องเสียชีวิตไปนั้นใน พ.ศ. ๒๕๐๗
จากพระราชดำริประเดิมทุน ๓ ล้านบาท ก่อตั้งมูลนิธิที่พระราชทานนามว่า "มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" ในความหมายว่า "พระราชา" และ "ประชาชน" อนุเคราะห์ ซึ่งกันและกัน อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนว่า ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ใน "พระบรมราชูปถัมภ์" โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ (มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ "พระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานกำเนิดมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมรา ชูถัมภ์ พ.ศ. ๒๕๐๖". จันทรเกษม, ฉบับที่ ๑๐ พ.ค. – มิ.ย. ๑๔ หน้า ๖๗–๗๔.)
งานสำคัญของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ก็คือ การช่วยสร้างอาคารเรียน หรือสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ และขอพระราชทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์" โดยโรงเรียนแรกกำเนิดที่บ้านปลายแหลม ตำบลแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีเลขหมาย เพราะเหตุว่าแหลมตะลุมพุกเป็นต้นเหตุเกิดการพระราชทานมูลนิธิฯ ขึ้น ต่อมาจึงได้มีหมายเลข ปัจจุบันมีอยู่ ๓๐ โรง (ดังได้กล่าวรายละเอียดในส่วนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์) นอกจากนี้ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่เด็กและเยาวชนที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาและประสบ สาธารณภัยหรือได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนประการอื่นที่ทางราชการอาจเข้าไป ไม่ถึงหรือขัดต่อระเบียบหลักเกณฑ์ของทางราชการ อันเป็นวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ น้อมเกล้าฯ นำมาแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชกระแสแก่คณะกรรมการบริหารที่เข้าเฝ้าทูลละออง ธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๑
๕. ทุนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณต่อราษฎรของพระองค์เท่าเทียม กันทั่วทุกคน แม้แต่ผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ในชุมชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ โรคเรื้อนกำลังระบาดอยู่ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกได้ตกลงกันว่าจะพยายามขจัดให้หมดสิ้นไป จากประเทศไทยในระยะเวลา ๑๒ ปี และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า จะกำจัดโรคเรื้อนให้หมดภายในเวลา ๑๐ ปีได้ ถ้ามีสถาบันค้นคว้าและวิจัย ซึ่งต้องใช้เงิน ๑ ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างสถาบันวิจัยค้นคว้าเรื่องโรคเรื้อน ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ใน พ.ศ. ๒๕๐๑ และเสด็จพระราชดำเนินไปประประกอบพิธีเปิดสถาบันเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ พระราชทานนามสถาบันนั้นว่า "ราชประชาสมาสัย" รวมทั้งพระราชทานเงินทุนที่เหลือจากการก่อสร้างจำนวน ๒๑๗,๔๕๒ บาท ให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสถาบันต่อไป ต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้ขอพระราชทานนำเงินดังกล่าวไปจดทะเบียนจัดตั้งเป็น มูลนิธิราชประชาสมาสัย และได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงรับมูลนิธินี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีพระราชกระแสตอบมาเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ว่า ถ้าจะขอให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิจะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ขึ้นอีกข้อหนึ่งว่าจะจัดตั้งโรงเรียนสำหรับ บุตรผู้ป่วยที่เลี้ยงแยกจากบิดามารดาแต่แรกเกิด ดังพระบรมราชาธิบายที่พระราชทานถึงการก่อตั้งโรงเรียน และพระราชดำรัสในพิธีทรงเปิดโรงเรียนราชประชาสมาสัย เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗ มีความตามลำดับ ดังนี้
"…เด็กเหล่านี้มีสิทธิที่จะเล่าเรียนเช่นเด็กอื่น เพราะขณะนั้นกระทรวงสาธารณสุขไม่ส่งเด็กที่ยังมิได้ป่วยให้เข้าเรียนใน โรงเรียนในนิคม หรือในโรงพยาบาลโรคเรื้อน เนื่องจากเกรงว่าจะติดโรค และกระทรวงศึกษาธิอการก็ยังไม่ยอมรับบุตรผู้ป่วยโรคเรื้อนเข้าเรียนใน โรงเรียนกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากเกรงว่าจะไปแพร่เชื้อโรคเรื้อนแก่เด็กผู้อื่น ขณะนี้กรมประชาสงเคราะห์ของกระทรวงมหาดไทยมีโรงเรียนสำหรับเด็กที่ไม่มีผู้ อุปการะแล้ว แต่ก็ไม่สามารถรับเด็กเหล่านี้ได้เพราะเป็นเด็กผู้มีบิดามารดา…"
"…การที่ดำริสร้างสถานศึกษานี้ขึ้น ก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กผู้พลอยประสบเคราะห์กรรมให้มีสถานที่เล่าเรียน ซึ่งโดยธรรมชาติควรมี่สิทธิที่จะกระทำสิ่งใดได้เช่นผู้อื่น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่โชคชะตาบันดาลให้ต้องเกิดมาในภาวะเช่นนี้ย่อม เป็นกุศลและเป็นการช่วยเหลือประเทศชาติ เพราะเด็กเช่นว่านี้เมื่อได้รับการศึกษา อบรมด้วยดีเติบโตขึ้นก็จะเป็นพลเมืองที่ดีเป็นประโยชน์แก่ตนเองและชาติบ้าน เมืองในอนาคต…" (มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปภถัมภ์ "ฝ่ายการศึกษาของมูลนิราชประชาสมาสัย". กรุงเทพ : วีระการพิมพ์, ๒๕๒๑. หน้า ๘-๙.)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระ ราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่มูลนิธิราชประชาสมาสัย จัดสร้างโรงเรียนประจำรับเด็กเหล่านั้นมาเลี้ยงดูอบรม และโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชาสมาสัยในขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการจัดสร้างโรงเรียนสำหรับบุตรผู้ป่วยโรคเรื้อน และให้การบริหารโรงเรียนขึ้นต่อมูลนิธิราชประชาสมาสัย ซึ่งต่อมาได้ขอพระบรมราชานุญาต แยกจากมูลนิธิเดิมมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัยในพระบรมรา ชูปวถัมภ์ (ดังรายละเอียดในส่วนโรงเรียนราชประชาสมาสัย)
พระราชกรณียกิจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาบารมีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ พสกนิกรของพระองค์ที่แผ่ไพศาลไปทั่ว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีอยู่ในชุมชน ตลอดจนถึงบุตรผู้ป่วยที่ยังไม่รับเชื้อโรคเรื้อน
๖. ทุนนวฤกษ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาริเริ่มก่อตั้ง "ทุนนวฤกษ์" ในมูลนิธิช่วยนักเรียนขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาต่อในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ฝึกหัดครู และอุดมศึกษา ด้วยทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนริเริ่ม ๕๑,๐๐๐ บาท และจากผู้บริจาคทรัพย์โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน ก่อสร้างโรงเรียนตามวัดในชนบท ทั้งระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสงเคราะห์เด็กยากจนและกำพร้าให้มีสถานที่สำคัญสำหรับศึกษาเล่าเรียน โดยอาราธนาพระภิกษุเป็นครูสอนวิชาสามัญศึกษาที่ไม่ขัดต่อพระวินัยและอบรม ศีลธรรม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาแก่เด็กที่จะได้เป็นพลเมือง ดีของประเทศชาติในอนาคตต่อไป
นอกจากนั้น ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่บุตรในครอบครัวที่เดือดร้อนมากหรือ ขาดผู้อุปการะ เช่น กำพร้าบิดามารดา โดยทรงรับเด็กเหล่านั้นไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งแต่ละปีนักเรียนดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
๗. ทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะกรณี
๗.๑ ทุนพระราชทานแก่นักเรียนชาวเขา เป็นทุนที่ทางกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการขอพระราชทานจัดให้แก่นักเรียนชาวเขาได้ศึกษาต่อตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้นมา เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างชาวเขาและชาวไทย และส่งเสริมให้ชาวเขาส่งบุตรหลานมาศึกษาในโรงเรียนมากขึ้น ทำให้มีโอกาสใช้ภาษาไทยได้ดียิ่งขึ้น และกับไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตน ในการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับทุนพระราชทานนี้ จะมีคณะกรรมการคณะหนึ่งคัดเลือกผู้สมควรได้รับทุนพระราชทาน และดูแลรับผิดชอบการใช้เงินทุนพระราชทานของนักเรียนผู้นั้นไปจนสำเร็จการ ศึกษา แล้วทุนพระราชทานนี้ก็จะสิ้นสุดลงตามผู้รับทุนด้วย โดยคณะกรรมการจะพิจารณาจากความตั้งใจ ความสนใจที่จะเรียนและความประพฤติของนักเรียน จำนวนเงินทุนพระราชทานนี้มีอัตราไม่เท่ากันแตกต่างกันไปตามระดับชั้นของนัก เรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน เช่น นักเรียนทุนพระราชทานระดับประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนละ ๑,๐๐๐ บาทต่อปี นักศึกษาทุนพระราชทานระดับวิทยาลัยครูและวิทยาลัยเกษตรกรรมทุนละ ๔,๐๐๐ บาทต่อปี ต่อมาได้เพิ่มเป็นทุนละ ๑,๒๐๐ บาท และ ๔,๕๐๐ บาท ตามลำดับ นักศึกษาแพทย์ทุนพระราชทานทุนละ ๘,๐๐๐ บาทต่อปี และส่วนใหญ่ผู้ได้รับทุนพระราชทานนี้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะไปเป็นครู อยู่ที่โรงเรียนชาวเขาหรือทำงานเกี่ยวกับชาวเขา
๗.๒ ทุนพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะสถานศึกษา เป็นทุนการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งจัดตั้งเป็นทุน และให้มีการบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นรายโรงเรียนไป เพื่อให้มีดอกผลเพิ่มขึ้นสามารถจัดสรรเป็นทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียน ดีเยี่ยม นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ในโรงเรียนในพระองค์ และโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ เช่น โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนราชประชาสมาสัย แล้วเสด็จฯ ไปพระราชทานทุนเหล่านี้ด้วยพระองค์เอง พระราชทานทุนละ ๕๐๐ บาท ๗๐๐ บาท หรือ ๙๐๐ บาท ตามแต่ระเบียบว่าด้วยทุนพระราชทานที่คณะกรรมการบริหารทุนโรงเรียนเหล่านั้น กำหนดไว้ ทุนการศึกษาพระราชทานนี้จึงมีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุน ทรัพย์ได้มีโอกาสศึกษาต่อ พร้อมทั้งตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีผลการเรียนดีเยี่ยมในแต่ละระดับชั้นตามกำลังความสามารถของตน และจะต้องเป็นคนดี มีความประพฤติเรียบร้อย เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้เป็นพลเมืองดี มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
๗.๓ รางวัลพระราชทานแก่นักเรียนและโรงเรียนดีเด่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภพระราชทานแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (หม่อนหลวงปิ่น มาลากุล) เมื่อคราวเสด็จฯ ทรงเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ความว่า
"…มีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งมีความประพฤติดีและมีความมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนได้ผลดี รวมทั้งโรงเรียนซึ่งจัดการศึกษาดี นักเรียนและโรงเรี่ยนที่มีคุณ๊สมบัติดังกล่าวสมควรจะได้รับพระราชทานรางวัล"
กระทรวงศึกษาธิการได้ประชุมพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ โดยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดทำรางวัลพระราชทานให้แก่นักเรียนที่สอบประโยค มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ศ.๕) ได้คะแนนสูงสุดทั้ง ๓ แผนก และโรงเรียนที่นักเรียนสอบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายได้คะแนนมากที่สุด ๙ โรงเรียนแรกได้พระราชทานโล่ชมเชยเป็นรางวัล เมื่อนำความกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนตามหลักเกณฑ์แห่งร่างระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยรางวัลพระราชทานแก่นักเรียนและโรงเรียน พุทธศักราช ๒๕๐๗ เพื่อทดลองดูผลไปก่อน และโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มหลักเกณฑ์รางวัลพระราชทานสำหรับระดับประถมศึกษา เพิ่มรางวัลชมเชยเป็น ๑๒ รางวัล พระราชทานแก่นักเรียนในภาคศึกษาทั้ง ๑๒ ภาค ภาคละ ๑ คน รางวัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา เพิ่มโล่รางวัลสำหรับพระราชทานแก่โรงเรียนที่ได้รับพระราชทานติดต่อกันถึง ๓ ปี การพระราชทานรางวัลนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงปัจจุบัน โดยได้ปรับปรุงแก้ไขตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยรางวัลพระราชทานแก่นัก เรียนและโรงเรียน พุทธศักราช ๒๕๒๕ คือให้มีรางวัลพระราชทานแก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และแก่โรงเรียนประถมศึกษา และโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามเขตการศึกษาต่าง ๆ ส่วนจำนวนและมูลค่าของแต่ละรางวัลสำหรับนักเรียน และจำนวนรางวัลรวมทั้งการจำแนกขนาดและประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปตามประกาศ และการประเมินของกระทรวงศึกษาธิการที่พิจารณาตัดสินให้รับพระราชทานรางวัล ด้วย (กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชเกี่ยว กับการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม, กรุงเทพ, ๒๕๓๘. หน้า ๒๘๓-๔.)
ที่มา : เครือข่ายกาญจนาภิเษก
ลิงค์หัวข้อ:
http://dexmore.com/topic/212