22 พฤษภาคม 2555, 16:21:52
ยินดีต้อนรับผู้เยี่ยมชม
  • noavata
  • ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Page Rank

ทำเว็บไซต์ | แต่งบอร์ด | ออกแบบ | SMF | Joomla | Drupal | WordPress | JQuery | CMS | ECommerce | Tel. +668-08577477

ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
icon message ผู้เขียน หัวข้อ: พระมหาชนก (พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 )  (อ่าน 893 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
d@eng


พระมหาชนก (พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 )


เรื่องย่อ

    "
พระมหาชนก" เป็นเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก อันเป็น ชาดก 10 ชาติสุดท้าย
ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ชาดกเรื่องนี้เป็นการบำเพ็ญความเพียรเป็นบารมี เนื้อความโดยย่อจากพระราชนิพนธ์มีดังนี้
    พระเจ้ามหาชนก กษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา มีพระราชโอรส สองพระองค์
พระนามว่า อริฏฐชนก และ โปลชนกเมื่อสวรรคตแล้ว พระอริฏชนกได้ครองราชสมบัติ
และทรงตั้งพระโปลชนกเป็นอุปราช     อมาตย์ผู้ใกล้ชิดได้กราบทูลใส่ร้ายว่า
พระอุปราชโปลชนกคิดไม่ซื่อพระอริฏฐชนกก็หลงเชื่อ
สั่งจองจำพระโปลชนกแต่พระโปลชนกตั้งจิตอธิษฐานและหลบหนีไปได้
ภายหลังได้รวบรวมพลมาท้ารบและเอาชนะได้ในที่สุด พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ในที่รบ   
พระเทวีที่กำลังทรงครรถ์จึงปลอมตัวหนีออกนอกเมือง......
ด้วยความช่วยเหลือของท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จหนีไปจนถึงเมือง
กาลจัมปากะได้พราหมณ์ผู้หนึ่งอุปการะไว้ในฐานะน้องสาว   

     ต่อมาทรงมีพระประสูติกาล ตั้งพระนามพระโอรสตามพระ
อัยยิกาว่า "มหาชนก" จวบจนกระทั่งมหาชนกเติบใหญ่และได้
ทราบความจริง ก็คิดจะไปค้าขายตั้งตัว แล้วจะไปเอาราชสมบัติคืน
จึงนำสมบัติกึ่งหนึ่งของพระมารดาไปขาย แลกเป็นสินค้าออกเรือ
ไปยังสุวรรณภูมิ    ระหว่างทางในมหาสมุทร เรือต้องพายุล่มลง ลูก
เรือตายหมดยังแต่พระมหาชนกรอดผู้เดียวทรงอดทนว่ายน้ำใน
มหาสมุทรด้วยความเพียร 7 วัน 7 คืนจนได้พบนางมณีเมขลา และ
สนทนาธรรมในเรื่องของความเพียร ในที่สุดนางมณีเมขลาได้อุ้ม
พระมหาชนกไปส่งยังมิถิลานคร...

     ฝ่ายมิถิลานคร พระโปลชนกได้สวรรคตเหลือเพียงพระราชธิดา
นาม"สีวลีเทวี"ก่อนสวรรคตทรงตั้งปริศนาเรื่องขุมทรัพย์ทั้งสิบหกไว้
สำหรับผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อไป แต่ไม่มีผู้ใดไขปริศนาได้    เหล่า
อมาตย์จึงได้ประชุมกันแล้วปล่อยราชรถ ราชรถก็แล่นไปยังที่มหาชน
กบรรทมอยู่เหล่าอมาตย์จึงเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์และอภิเษกกับสีวลีเทวี
ทรงไขปริศนาต่างๆ ได้ และทรงครองราชสมบัติโดยธรรม

      วันหนึ่ง พระมหาชนก ทรงประทับบนคอช้างเพื่อทอดพระเนตรอุทยาน
ใกล้ประตูอุทยานมีมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งมีผล ต้นหนึ่งไม่มีผล ผลนั้นมีรสหวาน
เหลือเกิน พระมหาชนกทรงเก็บมาเสวยผลหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าอุทยาน     
คนอื่นๆ ตั้งแต่พระอุปราชลงมาต่างก็แย่งเก็บผลมะม่วง จนมะม่วงต้นนั้น
โค่นลง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็เกิดความสังเวชที่คน
ทั้งหลายหวังแต่ประโยชน์อย่างขาดปัญญารำลึกได้ว่านางมณีเมขลาเคย
สั่งให้พระองค์ตั้งมหาวิทยาลัย จึงได้ปรึกษากับพราหมณ์ ในที่สุดได้ตั้ง
มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ขึ้น โดยรำลึกว่าขณะที่ทรงว่ายน้ำในมหาสมุทรทั้ง 7 วัน
7 คืนนั้นมีปูทะเลยักษ์มาช่วยหนุนพระบาท...

The story of   MAHAJANAKA

    Mahajanaka is an ancient Bhuddist scripture depicting
a practice of perseverance by a king named Mahajanaka. The original
story was the last of the tenth in a series of Jataka scripture. It is a story
of the last reincarnation of Bodhisattva before he was born Sithardha
who became Bhudda.

    Mahajanaka was a great king who brought prosperity
and wealth to his land, a city of Mithila. One day on his trip to a park, he
saw two mango trees at the entrance. One had a lot of tasty fruits, the
other had none. He tasted the sweet mango before he went into the park.
When he came out, he found the tree with the tasty mangos torn down.
Many of his subjects were swarming for good taste of sweet mango the
poor tree could not withstand. But the one without fruit was left standing tall.

    Thus means good things are more attractive and
jeopardy of frenzy crowd who often lack wisdom. In the old story, King
Mahajanaka had a feeling of consolation to consolation to the incident.
He then stipulated toseek transquility in priesthood.

    In rewriting the story, His Majesty King Bhumibol
Adulyadej said it was too soon for Mahajanaka to become a priest.
Mahajanaka would have gotten his Dhamma enlightment easier by
continue working to complete good deeds in worldly condition.

    His Majesty King Bhumibol emphasizes in his rewriting
on a land called Suvarnabhumi where he mappes out geographic
location of the city. He makes forecast on meteorogy and astrology
by presenting his own drawing of four graphic maps. There are parts
of his writing encouraging practice of perseverance in purity. It is an
important merit needed for beneficiary in ordinary living. It becomes
moral inheritant wellworth for younger Thai generation. All are rewritten
in easy-to-read contemporary languages, both in Thai and English.
 
 ข้อคิดจากหนังสือเรื่องพระมหาชนก


    "บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่าง
หมู่ญาติ เทวดา และบิดามารดา.  อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อม
ไม่เดือดร้อนในภายหลัง."


   "Any individual who practises perseverance, even in the face of
death, will not be in any dept  to relatives or gods or father or mother.
Furthermore, any individual who does his duty like a man,will enjoy
Ultimate Peace in the future."

   "การงานอันใด ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล
มีความลำบากเกิดขึ้น.การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใด
จนความตายปรากฏขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรนั้น จะมี
ประโยชน์อะไร."

    "Any enterprise that is not achieved through perseverance, is fruitless;
obstacles will occur. When any enterprise undertaken with such misdirected
effort results in Death showing his face, what is the use of such enterprise
and misdirected effort?"

   "ดูก่อนเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้จริงๆชื่อว่า
ไม่รักษาชีวิตของตนถ้าผู้นั้นละความเพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึง
รู้ผลแห่งความเกียจคร้าน.  ดูก่อนเทวดา คนบางพวกในโลกนี้เห็นผล
แห่งความประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลายการงานเหล่านั้น
จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม. ดูก่อนเทวดาท่านก็เห็นผลแห่งกรรมประจักษ์
แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมในมหาสมุทรหมด เราคนเดียวยังว่าย
ข้ามอยู่ และได้เห็น ท่าน มาสถิตอยู่ใกล้ๆ เรา เรานั้นจักพยายามตาม
สติกำลัง จักทำความเพียรที่บุรุษควรทำ ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร."

   "Hark, o^ Goddess! Anyone who knows for sure that his activities
will not meet with success, can be deemed to be doomed; if that one
desists from perseverance in that way, he will surely
receive the consequence of his indolence. Hark, o^ Goddess! Some
people in this world strive  to get results for their endeavours even if they
don't succeed. Hark, o^ Goddess! You do see clearly the results of actions,
don't you? All the others have drowned in the ocean; we alone,
are still swimming and have seen you hovering near us. As for us,
we are going to endeavour further to the utmost of our ability; we are
going to strive like a man should to reach the shores of the ocean."

   "...สิ่งที่มิได้คิดไว้ จะมีก็ได้ สิ่งที่คิดไว้ จะพินาศไปก็ได้ โภคะทั้งหลาย
ของหญิงก็ตาม ของชายก็ตาม มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น."

   "...Things that we do not plan may well happen. Things that we do
plan may well meet  with disaster. Wealth will not come to anybody by
just dreaming about it."

"...คนอื่นๆ มีอุปราชเป็นต้นจนถึงคนรักษาช้างรักษาม้า รู้ว่าพระราชา
เสวยผลมีรสเลิศแล้ว ก็เก็บเอาผลมากินกัน. ฝ่ายคนเหล่าอื่น ยังไม่ได้
ผลนั้น ก็ทำลายกิ่งด้วยท่อนไม้ ทำเสียไม่มีใบ ต้นก็หักโค่นลง. มะม่วงอีก
ต้นหนึ่งตั้งอยู่งดงาม ดุจภูเขามีพรรณดังแก้วมณี. พระราชาเสด็จออกจาก
พระอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสถามเหล่าอมาตย์ว่า : "นี่อะไรกัน."
เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า : "มหาชนทราบว่าพระองค์เสวยผลรสเลิศแล้ว
ต่างก็แย่งกันกินผลมะม่วงนั้น." พระราชาตรัสถามว่า : "ใบและวรรณะ
ของต้นนี้สิ้นไปแล้ว ใบและวรรณะของต้นนอกนี้ยังไม่สิ้นไป เพราะเหตุไร."
อมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า : "ใบและวรรณะของอีกต้นหนึ่งไม่สิ้นไป เพราะ
ไม่มีผล." พระราชาสดับดังนั้น ได้ความสังเวช. ทรงดำริว่า : "ต้นนี้มีวรรณะ
สดเขียวตั้งอยู่แล้ว เพราะไม่มีผล แต่ต้นนี้ถูกหักโค่นลงเพราะมีผล. แม้ราช
สมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล บรรพชาเช่นกับต้นไม้หาผลมิได้. ภัยย่อมมีแก่
ผู้มีความกังวล ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีความกังวล. ก็เราจักไม่เป็นเหมือนต้นไม้มี
ผล จักเป็นเหมือนต้นไม้หาผลมิได้..."

"...The other, from the Viceroy to the elephant mahouts and the horse
handlers, seeing that the King had already eaten the tasty fruit, all picked
some and had their fill. Still others who came in later, used sticks to break
down branches; the tree was denuded of leaves; the tree was uprooted.
The other mango tree still stood majestically as a mountain glistening like
a gem. The King came out of the Royal Park; seeing this spectacle, he
asked the courtiers: "What is all this?" The courtiers said : "The people,
knowing that Your Majesty had already eaten the succulent fruit, fought
among themselves to get a bite of that mango fruit." The King asked: "
The foliage and the resplendence of this tree are all gone, but the foliage
and the resplendence of that yon tree are still intact. How is it so?" All the
courtiers said : "The foliage and the resplendence of the other tree are
not all gone because it bears no fruit." The King, on hearing thus, felt
very sad. He mused : "That tree is still beautifully green, because it has
no fruit, but this tree has been cut down and uprooted because it bore
fruits. This throne is like the tree with fruits. Danger lurks around the one
with worries and does not menace the one without worries We will not be
like the tree with fruits; we will be like the one without fruit.

"...เราแน่ใจว่าถึงกาลที่จะตั้งสถาบันแล้ว เป็นสัจจะว่าควรตั้งมานานแล้ว
เหตุการณ์ในวันนี้แสดงความจำเป็น นับแต่อุปราช จนถึงคนรักษาช้าง
รักษาม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอมาตย์
ล้วนจารึกในโมหภูมิทั้งนั้น พวกนี้ขาดทั้งความรู้วิชาการ ทั้งความรู้ทั่วไป
คือความสำนึกธรรมดา: พวกนี้ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้ชอบ
ผลมะม่วง แต่ก็ทำลายต้นมะม่วง..."

"...We are sure that time has come to establish many years ago.
Today's events have shown the necessity. From the Viceroy down
to the elephant mahouts and the horse handlers to the Viceroy, and
especially the courtiers are all ignorant. They lack not only technical
knowledge but also common knowledge, i.e. common sense : they do
not even know what is good for them. They like mangoes, but they destroy
the good mango tree...."


ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/217
Windows XP    Firefox 3.5.7   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
d@eng



            จากเรื่องราวของ มหาชนกชาดก ซึ่งมีที่มาจากวรรณคดีในพระพุทธศาสนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2520 ได้กลายเป็นพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นคำสอนที่ล้ำค่าในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล ให้เป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของปวงชนชาวไทย และขจรขจายเป็นพระเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่จนเลื่องลือไปทั่วโลก

           กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางเขน และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกับวัดพระศรีมหาธาตุ นำโดยพระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นประธานอำนวยการ มีพระราชสารเวที ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแม่งาน อัญเชิญมาจัดสร้างเป็น "พิพิธภัณฑ์พระมหาชนก" เพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนา พัฒนาท้องถิ่น ถวายพ่อหลวงของแผ่นดิน และเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่จะทรงเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554

         เหตุที่เลือกสร้าง "พิพิธภัณฑ์พระมหาชนก" เพราะพระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรัก เป็นวรรณกรรมล้ำค่า และเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงรื้อฟื้นธรรมะเรื่องความเพียรมาแสดงใหม่ โดยทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ได้ทรงมีพระราชดำริให้นำศิลปะมาสอดแทรกเนื้อหาหลักธรรม จนเรื่องพระมหาชนกกลายเป็นคุณธรรมนำชีวิต เป็นคติธรรมที่สามารถสอนคนได้ทุกสาขาอาชีพ สอนคนไทยได้ทั้งชาติ และสอนประชากรได้ทั้งโลก

              พระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่จัดทำโครงการ "พระมหาชนก" ฉบับพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนสุวรรณภูมิ กรณีที่พระมหาชนกทรงมุ่งเดินเรือมาค้าขาย แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมือง พยากรณ์ทางอุตุนิยมวิทยาและโหราศาสตร์ ด้วยแผนที่ฝีพระหัตถ์ถึง 4 แผ่น ทรงปรารภเรื่องการเกษตรกรรม และการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแพร่หลาย ทรงแสดงให้เห็นว่า ความเพียรที่บริสุทธิ์เป็นคุณธรรมสำคัญที่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และเป็นมรดกธรรมแก่กุลบุตรกุลธิดาชาวไทยในอนาคตกาล
 
            พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ทรงสร้างสรรค์ใหม่ ต่างสำนวนจากที่เคยปรากฏในวงวรรณคดีไทยให้ทันสมัย เพื่อพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย และจะเป็นแบบอย่างแก่ชาวโลกด้วย

          ความเพียรที่บริสุทธิ์เป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ทรงพัฒนาเมืองอวิชชา เป็นเมืองคนดี มีวิชชา มีคุณธรรม "คุณธรรมนำชีวิต" ให้เป็นมรดกธรรมแก่กุลบุตร กุลธิดาชาวไทยสืบไปด้วยดี "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแปลมหาชาดกเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2531 และทรงพระกรุณาโปรดฯ ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์"

             พระมหานิรุตต์ ฐิตสํวโร เลขานุการโครงการ กล่าวว่า "พระมหาชนก ถือเป็นวรรณคดีระดับโลก หากผู้ใดได้ศึกษาก็จะได้บทเรียนแง่คิดเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่ศึกษา งานวรรณกรรมเรื่องพระมหาชนกนี้ จึงเปรียบเสมือนเพชรที่เจียระไนด้วยช่างฝีมือประณีต สูงคุณค่า แต่ละเหลี่ยม แต่ละมุม ล้วนดึงดูดใจให้หยุดคิด พินิจพิจารณา นักพัฒนาก็ได้แง่คิดมุมมองในวิถีทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน... นักภาษาศาสตร์ก็จะได้เห็นถึงความไพเราะงดงามของภาษา และการเปรียบเทียบระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ.. ผู้รู้ทางด้านศาสนาก็จะได้แง่คิดทั้งในแง่จารีตของการสืบทอดพระศาสนาเป็นลายลักษณ์อักษรและความลุ่มลึกของปรัชญาชีวิตที่เป็นพุทธปรัชญา.. ท่านที่เป็นครูก็จะเห็นแง่มุมมากมายในการสั่งสอน เรียนรู้ และอบรมบ่มนิสัยเยาวชนของเรา"

              ดังนั้น เมื่อได้แนวทางในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว พระธรรมเจติยาจารย์ และ พระราชสารเวที จึงร่วมกับทีมงานเสาะหาต้นแบบที่จะนำมาสร้างพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะต้องมีลักษณะงดงามวิจิตรตระการตา เป็นแหล่งศึกษาธรรมะที่ล้ำค่า ยืนยงเป็นสมบัติของชาติและประกาศพระเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏประจักษ์ไปตลอดชั่วกาลนาน

               ซึ่งจากการศึกษาข้อมูล พบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงดัดแปลงให้ "พระมหาชนก" เป็นเรื่องของธรรมะร่วมสมัยแล้ว ยังทรงโปรดฯ ให้ศิลปินช่วยเขียนภาพประกอบเรื่อง เป็นศิลปะไทยร่วมสมัย และทรงพระราชทานพระราชดำริให้ออกแบบคล้ายเทพนิยายของฝรั่ง แต่ก็ให้ปรับปรุงให้เป็นศิลปะไทยร่วมสมัย ถึงพร้อมด้วยความงดงามและเข้าถึงธรรมะที่เป็นแก่นสาร ประกอบกับการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เห็นว่า มีสถาปัตยกรรมที่เข้าข่าย สามารถนำมาเป็นต้นแบบอยู่ 2-3 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วาติกัน มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และ มหาวิหารแห่งมิลาน (ดูโอโม) ทั้งหมดอยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะอันงดงาม และเป็นมรดกโลก

              ดังนั้น คณะกรรมการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ นำโดยพระธรรมเจติยาจารย์เป็นหัวหน้าคณะ จึงได้เดินทางไปดูต้นแบบการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอิตาลีให้เห็นของจริงกับตา

             และภาพที่พบก็ไม่ผิดหวัง เริ่มตั้งแต่ "พิพิธภัณฑ์วาติกัน" ตั้งอยู่ในส่วนหนึ่งของวังแห่งองค์สันตะปาปา เป็นที่เก็บและแสดงงานศิลปะ ภายในมีจุดเด่นของ ภาพเขียน ทั้งแบบธรรมดาทั่วไป ภาพนูน และภาพแกะสลัก อีกทั้งยังมีไหมพรมปักเป็นรูปภาพเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ศิลปะภาพวาดนั้นเป็นฝีมือศิลปินชื่อดัง ไมเคิล แองเจโล

             พระมหานิรุตต์ ฐิตสังวโร เลขานุการเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) หนึ่งในกรรมการและเป็นผู้ประสานงานหลักของโครงการซึ่งเดินทางไปด้วย พูดถึงความงดงามของสถานที่แต่ละแห่งที่จะนำมาเป็นต้นแบบในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พระมหาชนกว่า จากการได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์สวยงามเหล่านี้ ทำให้คณะกรรมการฝ่ายการออกแบบพิพิธภัณฑ์พระมหาชนก พอจะสรุปได้ถึงรูปแบบที่จะนำมาเป็นต้นแบบในการสร้างพิพิธภัณฑ์พระมหาชนก ดังนี้

            อันดับแรก รูปแบบทางเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ สนใจในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์วาติกัน ที่มีหลังคาทางเดินเป็นทรงโดม เพดานโดมวาดเป็นภาพสวยงาม อีกทั้งสองข้างทางเดินยังประดับด้วยภาพวาดอันทรงคุณค่า

           "คิดว่าทางเดินลักษณะนี้น่าจะนำมาประยุกต์สร้างเป็นส่วนของการจัดแสดงของระเบียงวิหารคดที่ล้อมรอบพระเจดีย์ศรีมหาธาตุ ซึ่งภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุรังคธาตุอยู่ ส่วนภาพวาดที่จะประดับตามทางเดินนั้นก็จะเป็นภาพเรื่องราวของชาดกในพระพุทธศาสนา รวมทั้งเรื่องพระมหาชนก พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมาคือ "โดม" ของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ พระมหานิรุตต์บอกว่า ความงดงามของสถาปัตยกรรมรูปโดม จะนำมาเป็นรูปแบบของการสร้างเพดานและมุขวิหารคดรอบพระเจดีย์ศรีมหาธาตุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์

              สุดท้ายนี้คือ "ศิลปะกระจกสี" ของมหาวิหารแห่งมิลาน จะนำเอาศิลปะการประดับกระจกสีมาทำเป็นเรื่องราวของพระมหาชนกที่อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์

"อาตมาได้เห็นทางเดินเข้าพิพิธภัณฑ์วาติกันถึงกับตะลึงในความงดงามของภาพเขียน เขามีเทคนิคดึงดูดให้คนที่เข้าไปเกิดความรู้สึกอยากดูไปเรื่อยๆ หากนำมาสร้างเป็นทางเดินในวิหารคดรอบๆ องค์พระเจดีย์คงจะงดงามมาก และศิลปะกระจกสีแห่งมหาวิหารมิลานก็น่าทึ่ง มีทั้งความสวยงาม ความนิ่มนวล โบสถ์แห่งนั้นสร้างมาเป็นพันปีแล้ว แต่ยังสวยงามขนาดนี้ คิดว่าคนโบราณสามารถสร้างได้ขนาดนี้มันเป็นสิ่งที่ล้ำลึกในอัจฉริยภาพของศิลปินมากๆ ทั้งหมดที่ได้ศึกษาดูงานจะนำมาทำพิพิธภัณฑ์พระมหาชนก ที่วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) จะเป็นผู้สร้างขึ้น"

                พระมหานิรุตต์ กล่าวต่ออีกว่า พิพิธภัณฑ์พระมหาชนกนั้น จัดสร้างเพื่อเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยอัญเชิญเรื่องราวของพระมหาชนกมาเป็นสื่อ เมื่อประชาชนได้เห็นแล้ว นอกจากจะเป็นการเทิดพระเกียรติ ยังเป็นเรื่องราวที่สอนคนให้มีความวิริยอุตสาหะมีความเพียรที่จะนำไปใช้ในชีวิตต่อไป

               สำหรับการออกแบบพิพิธภัณฑ์และการจัดสร้างหลังจากนี้ พระมหานิรุตต์บอกว่า มีการหารือกัน 3 หน่วยงาน คือวัดพระศรีมหาธาตุ สำนักงานเขตบางเขน และสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างแบบ ทั้งหมดใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 90 ล้านบาท

               หลังจากออกแบบเสร็จเรียบร้อย คาดว่าจะลงมือก่อสร้างได้ราวเดือนพฤศจิกายน 2551 แล้วเสร็จในปี 2554
ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา


ที่มา...www.matichon.co.th


ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/217
Windows XP    Firefox 3.5.7   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
กระโดดไป:  

Creative Commons License

SMF Thai Translation Powered by SMF © 2006–2012, Simple Machines LLC

WordPress Google เข้าเยี่ยมชมหน้านี้ล่าสุดเมื่อ : 20 พฤษภาคม 2555, 21:09:36

jQuery Plugin Copyright © 2551-2555 Themes Design & Hosting by DexMoreGroup

Sitemap | Thai Simple Machines Forum support SMF Thai

Web Begining | SMF Modifications | SMF Thai Translation Web Begining

Drupal | WordPress | CMS Joomla | jQuery Plugin | Web Graphics CMS Joomla