อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้ว
อันดับที่ 2 ประหาร การประหารลับ มีอดีตนักโทษและอดีตผู้คุมบางคนยอมรับว่ามีการประหารลับเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือ เพื่อไม่ให้คนภายนอก-ภายในรู้การกระทำที่โทษเหี้ยมของรัฐบาล ส่วนมากมักประหารทีละมากๆ และนำศพไปทิ้งในที่ลับตาคน หนึ่งในที่นั้นก็มีที่ราบสูงออนซอค เป็นลานประหารลับในนิคมกักกันที่ 13

อีกทีก็ภูเขาซูกอลในตำบลซัมซอค การประหารลับๆ จะมีขึ้นในกรณีที่นักโทษมีความสัมพันธภาพอันไม่เหมาะสมกับเจ้าหน้าที่ เช่นการมีความสัมพันธ์ทางเพศ จะถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมอย่างลับๆ ตัวอย่างเช่นในทศวรรษที่ 70 เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวทางเพศกับหญิงสาวในนิคมกักกัน และต้องรักโทษด้วยเหตุนั้น รัฐมนตรีเบียง โด คิม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีมั่งคงของรัฐในเวลานั้น ได้สั่งให้นิคมกักกันทุกแห่งสังหารนักโทษหญิงที่หน้าตาดีทั้งหมด ส่งผลให้มีนักโทษหญิงที่หน้าตาดีรวมทั้งหมด 250 คนในนิคมกักกันตลอดชีวิตที่ 13 ถูกสังหารหมู่ในตอนนั้น
ที่กรมสิบสวนของกองบัญชาการมั่งคงจังหวัด ว่ากันว่าจะมีคณะเพชฌฆาต ณ ที่นี้ พวกนักโทษจะถูกนำมาประหารลับๆ โดยปราศจากการไต่สวน นอกจากนี้ที่นี้มีห้องกดอากาศที่ควบคุมอุณหภูมิเพื่อใช้ทรมานนักโทษและสังหารนักโทษ ห้องที่ว่ามีความกว้างยาวเพียง 60 เซนติเมตร ส่วนความสูงสามารถปรับได้ตามความสูงของนักโทษ ตอนแรกนักโทษจะถูกยัดเข้าไปในกระสอบข้าว และถูกยัดเข้าห้องอีกทีทั้งกระสอบ โดยให้หัวอยู่ระหว่างหัวเข่า การกระทำเช่นนี้มักเกิดขึ้นระหว่างตีหนึ่งถึงตีสอง อุณหภูมิเย็นจัดจะใช้ทรมานในฤดูหนาว ส่วนอุณหภูมิร้อนจะถูกใช้ในหน้าร้อน
มีชายหนุ่มคนหนึ่งถึงกับเสียสติไปจากการถูกทรมานต่อเนื่อง วันหนึ่งเขาบ่นออกมา
“ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ ท่านได้ทำอะไรให้ผมบ้าง?” และคืนนั้นเองเขาก็ถูกแช่แข็งตายในห้องนั้น
การประหารสาธารณะ ในจำนวนพยานที่ให้คำบอกเล่า พบว่าการประหารสาธารณะกรณีเกิดขึ้นบ่อย ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก เห็นได้ชัดเลยว่ามีไว้เพื่อทำให้ประชาชนเกรงกลัว
นักโทษที่จะถูกประหารอย่างสาธารณะสามารถทำที่ใดก็ได้ในเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกนิคมกักกันหรือคุกนักโทษการเมือง นับจนถึงทุกวันนี้ ชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์แต่ละคนได้อ้างว่าเคยเห็นการประหารสาธารณะด้วยตาตนเองตอนที่อยู่เกาหลีเหนือ ซึ่งการวิธีการประหารในที่สาธารณะนั้นมีหลากหลายนอกจากแขวนคอแล้ว ก็ยังมียิงเป้า, ขว้างก้อนหิน,เผาไฟ
การประหารสาธารณะนั้นเป็นวิธีปฏิบัติมาตรฐานทั้งในและนอกคุก ในแต่ละครั้งที่มีการประหารสาธารณะ นักโทษทั้งหมดจะถูกต้อนมาที่จัตุรัสของเรือนจำเพื่อดูการประหาร นักโทษที่ถูกประหารสาธารณะในคุกส่วนมากทำความผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เช่น คนที่วิงวอนขอความตายในขณะถูกทรมาน คนขโมยอาหาร หรือคนที่คร่ำครวญชีวิตลำบากในค่ายกักกัน โดยพวกผู้คุมจะตั้งข้อหา “การขาดความเชื่อมั่นในพรรคของมาตุภูมิ” และถูกตราหน้าว่า “พวกชิ้นส่วนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค” หรือ “พวกมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลง”
ในการประหารสาธารณะนั้น นักโทษจะถูกมัดปากไว้ก่อนเสมอก่อนถูกประหาร เพื่อที่เขาจะไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้ต่อหน้าสาธารณชนในทุกคดี นักโทษจะถูกซ้อมอย่างทารุณจนเจียนตาย เพื่อที่นักโทษจะไม่สามารถต่อต้านใดๆ ได้ต่อสาธารณชน นอกจากนี้เหยื่อของการประหารมักจะถูกปิดตาเช่นกัน ซึ่งสภาพนักโทษประหารนั้นน่าอนาถ ไปหน้าเต็มไปด้วยแผลและเลือด พวกเขาดูเหมือนสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ ใครมาเห็นต่างอยากร้องไห้ให้กับพวกเขา
บางครั้งจะมีผู้ควบคุมนิคมเดินขึ้นบนแท่น และเริ่มอ่านคำพิพากษาโทษ
“ชายผู้นี้(ชื่อ และสถานที่เกิด และอื่นๆ) สมองปนเปื้อนอย่างรุนแรงด้วยอุดมการณ์ทุนนิยมอันฉ้อฉลในฐานะนักศึกษา และยังเผยแพร่ถ้อยคำต่อต้านรัฐ แม้กระนั้นก็ตาม ทางพรรคก็ยังปราณี และตัดสินใจที่จะให้อภัยให้เขาโดยให้เขาได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ใหม่ แต่ไอ้สัตว์ที่เนรคุณนี้กลับทรยศความเมตตาของพรรค ปฏิเสธที่ยื่นความช่วยเหลือให้ และพยายามจะแปรพักตร์ เมื่อพรรคอ้าแขนเพื่อจะโอบกอดเขา เขาก็ผลักไสมันเสีย อย่างนี้จะให้อภัยให้ได้อย่างไรกัน โทษสาสมกับเขาคือความตาย ไม่มีทางอื่น!” และวิธีที่ปฏิบัติส่วนมากมักจะเป็นการยิงเป้ามากกว่าจะแขวนคอ นักโทษจะถูกมัดติดกับเสาในตำแหน่งหน้าอก เอว และเข่า ผู้คุม 3-6 คนจะยิงคนละ 3 นัดเข้าที่หน้าอกของนักโทษ รวมทั้งสิ้น 18 นัด พอเชือกมัดที่อยู่ตำแหน่งหน้าอกขาดกระจุยเพราะกระสุน ส่วนบนของร่างกายก็เอนลงนอนลงมาพร้อมเลือดที่ไหลนอง เหมือนท่อนซุงผุๆ ที่หักกลาง ในขณะที่ส่วนล่างยังคงถูกยึดไว้กับเสาโดยมีเชือกที่อยู่ตำแหน่งต่ำลงไป(เพื่อความมั่นใจว่าตายจริงเจ้าหน้าที่จะเอาปืนพกยิงอีกครั้งที่ศีรษะเพื่อให้นักโทษตายจริงๆ) จากนั้นนักโทษทั้งหมดก็จะถูกสั่งให้เดินรอบๆ ร่างไร้ชีวิตและมองดูร่างนั้น
เนื่องจากลานประหารนั้นแออัดไปด้วยนักโทษ พวกผู้หญิงที่อยู่แถวหน้าต้องดูการประหารจากระยะเพียง 1 เมตรหรือ 1 เมตรเศษๆ เท่านั้น หลายครั้งนักโทษหญิงเหล่านี้มักจะโดนเลือดสาดกระเซ็นมาบนพวกเธอ นักโทษบางคนกลายเป็นคนวิกลจริตจากการเห็นการประหารสาธารณะ อาเจียน เป็นลม ซึ่งนักโทษหญิงพวกนั้นก็จะถูกตั้งข้อหาเช่นกัน โดยตั้งข้อหาเป็น
“แสดงออกซึ่งความเห็นใจต่อศัตรูของประชาชน” คนที่วิกลจริตโดยสิ้นเชิงจะหายตัวไป และไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับพวกเธอเหล่านั้น

“ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1985 ครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 คน พยายามหนีออกนอกประเทศ และถูกจับตัวได้บริเวณภูเขาภายในเขานิคมกักกัน 3 วันถัดมา ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณย่า ลูกชายของเธอ และหลานอีก 3 คน นักโทษทั้งหมดถูกสั่งให้มารวมตัวกันที่ริมแม่น้ำโดยมีผู้คุมถืออาวุธล้อมรอบ มีปืนกลตั้งอยู่สี่มุมในบริเวณนั้น จากนั้นคุณย่าและลูกชายของเธอก็ถูกแขวนคอ ส่วนหลานอีกสามคนซึ่งล้วนอายุไม่ถึง 10 ขวบถูกยิง ศพของพวกเขาถูกทิ้งไว้บนพื้นดิน และคลุมด้วยเสื่อฟาง แล้วก็มีนักโทษคนหนึ่งเอาหินขว้างไปที่ศพๆ หนึ่ง ในไม่ช้านักโทษคนอื่นๆ ก็เริ่มเอาหินขว้างบ้าง มันช่างทุเรศและอัปยศยิ่งนัก นักโทษทุกคนต่างกลัวหากไม่ทำเช่นนั้น”
การประหารตามอำเภอใจ โดยปกติ นักโทษจะถูกบังคับให้ทำงานอย่างหนักตั้งแต่ตีห้าไปจนถึงเที่ยงคืนในแปลงเกษตร คอกปศุสัตว์ เหมืองแร่ หรือเหมืองหิน การทำผิดแม้เพียงเล็กน้อยจะส่งผลให้นักโทษถูกซ้อมทารุณ หรือไม่ก็ส่งไปยังห้องลงทัณฑ์ ซึ่งนักโทษแทบหมดหวังว่าจะมีชีวิตรอด ผลคือนักโทษต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลผลิต แต่กระนั้นก็ตาม นักโทษไม่มีสิทธิแต่อย่างใดในผลผลิตเหล่านั้น เพราะพืชผลในแปลงเกษตรมีไว้เพื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่เท่านั้น
นักโทษนั้นมักถูกมองว่าต้องถูกกำจัดตลอดเวลา หลายครั้งนักโทษที่กำลังทำไร่อยู่พร้อมขวานหรือเคียวในมือจะถูกสั่งไปหาผู้คุม พอไปถึงผู้คุมจะยิงทิ้งด้วยความสนุกสนาน และรายงานว่า เขาสังหารนักโทษเพราะนักโทษจะกบฏด้วยขวานและเคียว รายงานแบบนี้ถือว่าชอบธรรมและถูกกฎภายใต้คำสั่งที่สามารถฆ่านักโทษที่ไม่ฟังคำสั่งได้ และการกระทำแบบนี้จะไม่ถูกสอบสวนแต่อย่างใด
พยานทุกคนให้การตรงกันว่าการประหารชีวิตตามอำเภอใจไม่ด้วยวิธีใดก็ตาม นักโทษทุกคนจะถูกฝังโดยไม่มีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ป้ายหลุมศพก็ไม่มี ซึ่งตามธรรมเนียมของเกาหลีนั้น หลุมศพจะถูกก่อขึ้นมาเป็นทรงโดมเล็กๆ เหนือพื้นดิน แสดงว่าที่นั้นมีหลุมฝังศพ แต่อย่างไรก็ตาม นักโทษที่ถูกฆาตกรรมจะถูกฝังไว้โดยปราศจากป้ายหรือเครื่องหมายใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้ว่ามีการฆ่าเกิดขึ้น
-ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1988 ขณะที่นักโทษหญิงคนหนึ่งซึ่งอ่อนล้าเต็มทน กำลังแบกกระสอบดินหนักราว 202 กิโลกรัมจากภูเขามาแปลงปลูกพืชของเรือนจำ เธอก็ลื่นล้มและไถลลงไปลงเนิน ทำให้นักทาอีก 2 คนถลาล้มลงไปด้วย จริงๆ แล้วคนที่ล้มลงนั้นจะถูกช่วยพยุงขึ้นเพื่อขนดินต่อไปกับคนอื่นๆ ก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ยิงพวกเขาตายทันที ผู้คุมตระโกณใส่ผู้หญิงที่เหลือ “เห็นหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น?
พวกมึงจะโดนอย่างนี้อีกหากล้มลงอีก!” การใช้มนุษย์เพื่อการทดลองทางชีวภาพ ท่ามกลางเรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมต่อมนุษย์ชาติที่เกิดขึ้นในเกาหลีเหนือ ก็มีคำบอกเล่าของใครบางคนที่บอกว่าเกาหลีเหนือมีการทดลองทางชีวภาพกับมนุษย์เป็นๆ เช่นการเอานักโทษลงไปทอดในกระทะใหญ่ๆ ในน้ำมันที่ร้อนจนเดือดเพื่อรีดไขมันมาทำเครื่องสำอางพิเศษสำหรับท่านผู้นำ, การจับนักโทษที่อ่อนแอมารมแก๊สพิษ, แต่กระนั้นก็ไม่มีหลักฐานเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับการกระทำร้ายแรงของอาชญากรดังกล่าวนี้
แต่ที่แน่ๆ ในนิคมกักกันนั้นไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทางการแพทย์แต่อย่างใดสำหรับนักโทษ หมอที่มาเป็นส่วนมากจะเป็นแพทย์ทหารที่พึ่งจบจากวิทยาลัยการแพทย์หมาดๆ และพยาบาลอีกไม่กี่คนในคลินิก แต่พวกนี้มีไว้เพื่อรักษาเจ้าหน้าที่ ผู้คุม และครอบครัวของพวกเขาเท่านั้น
การบังคับให้ทำแท้งและสังหารทารก เรื่องนี้มีความเห็นแตกแยกสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือไม่มีการกระทำแบบนี้เกิดขึ้นจริงในค่ายกักกันเกาหลีเหนือ เพราะเรื่องราวนี้เถื่อนและอำมหิตเกินไปที่จะเรียกมนุษย์ และยืนยันเสียงหนักแน่นว่าถ้านักโทษหญิงตั้งท้องทางการจะปล่อยตัวเธอช่วยคราวเพื่อกลับไปคลอดลูกที่บ้านหลังจากพักฟื้นแล้ว เธอก็จะถูกจองจำต่อจนครบกำหนดระวางโทษ แต่ผู้อพยพหลายคนรวมทั้งอดีตผู้คุมจากเกาหลีเหนือบอกว่าเรื่องนี้เป็นจริง และพวกที่อ้างว่าไม่มีการสังหารลูกของนักโทษในค่ายกักกันนั้นเป็นเพราะคนพวกนั้นไม่ได้ขังในค่ายกักกันแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีมูลเหตุที่เป็นไปได้สำหรับเรื่องนี้คือ การสังหารทารกจะเป็นการรักษาความลับไม่ให้นักโทษหญิงหาเรื่องลาคลอดก่อนพ้นโทษ และเพื่อความสะดวกในการบริหารงาน
ทำไมนักโทษถึงท้องได้ทั้งๆ มีกฎห้ามมีเพศสัมพันธ์ในคุก คำตอบง่ายๆ คือนักโทษหญิงหลายคนในเขตครอบครัวมาที่นี้ตั้งแต่สมัยเด็กเล็กๆ พวกเธอเติบโตมาโดยไม่รู้เรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับโลกภายนอกแตจ่อย่างน้อย ทำให้มีการพัฒนาการด้านพฤติกรรมทางเพศแปลกๆ และเคยชินกับการแก้ผ้าให้ผู้ชายเห็น หากนักโทษชายโสดมีเพศสัมพันธ์ทางเพศกับนักโทษหญิงจะถูกยืดระยะออกไป แต่นักโทษชายโสดหลายคนก็ยอมจำนนกับความเย้ายวนนั้น เพราะการตีสนิทกับนักโทษหญิงทำให้พวกเขามีอาหารเพิ่มขึ้น เพราะนักโทษหญิงส่วนมากทำงานในโรงครัวหรือไม่ก็โรงอาหาร ความหิวโหยอย่างรุนแรงทำให้พวกผู้ชายถูกเอาเปรียบอย่างไรก็ได้เพื่อได้รับอาหาร
นอกจากนี้ก็มีเจ้าหน้าที่เองก็มีเพศสัมพันธ์กับนักโทษเหมือนกัน แต่ถ้าถูกจับได้ทั้งนักโทษและเจ้าหน้าที่จะถูกลงโทษ ด้วยเหตุผลคือการมีเพศสัมพันธ์กับนักโทษถือว่าเจ้าหน้าที่ยอมรับว่านักโทษคนนั้นมนุษย์ โทษคือลดตำแหน่ง ไล่ออก หรือขับออกจากพรรค แต่โทษที่เขาได้รับเพียงแค่มีเพศสัมพันธ์กับศัตรู มิใช่เพราะเขาได้ละเมิดต่อสตรี

ในปี 1989 ฤดูใบไม้ร่วง ในนิคมกักกันที่ 13 นักโทษหญิงอายุน้อยซึ่งเป็นเสมียนงานพัสดุถูกพบว่าเธอตั้งครรภ์ เธอถูกทรมานเพื่อเผยชื่อเจ้าหน้าที่ที่มีเพศสัมพันธ์กับเธอ และเมื่อพนักงานสอบสวนโกรธจัด เขาเอามีดกรีดท้องเธอ ควักลูกของเธอออกมาและกระทืบจนเสียชีวิต จากนั้นก็เอากระบองไฟฟ้าเสียบเข้าไปในอวัยวะเพศของเธอและปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อกจนเธอตาย
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ.1987 เมื่อนักโทษสาว ซอย นักบัญชีประจำหน่วยที่ 19 เกิดตั้งครรภ์กับเจ้าหน้าที่ในค่ายกักกันและเธอก็อยากจะเลี้ยงลูกไว้ จึงแอบซ่อนตัวในโรงปศุสัตว์ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็มาพบเธอและจับกุมเธอ เธอคลอดลูกออกมาภายใต้การถูกทรมาน ในช่วงของการทรมานนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็โยนเด็กทารกเกิดใหม่ให้สุนัขกิน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทรมานเธอสารพัดเพื่อบอกชื่อพ่อของเด็ก แต่เธอก็ไม่ยอมเอ่ย พวกเขาจังเอาท่อนไม้เสียบเข้าช่องคลอดและหมุนๆ จนเธอรับสารภาพ
พบกับตอนสุดท้ายของเรื่องคุกนรกเกาหลีเหนือได้พรุ่งนี้ครับ เครดิต : Cammy @Dek-D.com
ลิงค์หัวข้อ:
http://dexmore.com/topic/3398