10 กุมภาพันธ์ 2555, 04:13:56
ยินดีต้อนรับผู้เยี่ยมชม
  • noavata
  • ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Page Rank

ทำเว็บไซต์ | แต่งบอร์ด | ออกแบบ | SMF | Joomla | Drupal | WordPress | JQuery | CMS | ECommerce | Tel. 08-08577477

ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
icon message ผู้เขียน หัวข้อ: กำเนิด ''พระบรมรูปทรงม้า และจุฬาลงกรณ์''  (อ่าน 288 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
d@eng



                 " เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้น ไป ตลอดจนราษฎรที่ต่ำที่สุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนเสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉะนั้น จึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้ จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันอุตส่าห์จัดขึ้นให้เจริญจงได้"

                            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสนี้ในปีพุทธศักราช 2427 ถัด จากนั้นมาอีก 33 ปี "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ก็ถือกำเนิดขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่พระองค์เสด็จวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนหลังแรก ทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้มาเฝ้ารับเสด็จ ณ ที่นั้น ในตอนหนึ่งความว่า
 
                  ... ตัวเรา เป็นรัชทายาทจึงรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จ ตามพระราชประ สงค์ โดยรู้ว่าเมื่อได้ทำสำเร็จแล้วจะเป็นเครื่องเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เป็นราชานุสาวรีย์ เป็นที่คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชของชาติไทยเรา เป็นการสมควรยิ่งนักที่จะสร้างพระราชานุสาวรีย์อันใหญ่และ ถาวรเช่นนี้ ทั้งจะได้เป็นเครื่องที่จะทำให้บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อม สูญด้วย เรามีความยินดีที่ได้เห็นการดำเนินล่วงมาได้มากแล้ว ในบัดนี้เราได้วางศิลาฤกษ์ด้วยความหวังที่แลเห็นความดีงามในอนาคตกาล แห่งมหาวิทยาลัยนี้...

                     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการในวันนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เงินสมทบอันเป็นเงินประเดิมก้อนแรกที่นำจัดสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกเรี่ยไรมาตั้งแต่เมื่อครั้งงานพระราชพิธีรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนิวัตพระนคร จากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2450 หรือเกือบ 100 ปีล่วงมาแล้ว


                      ย้อนไปใน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรปรวม 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ในปีพุทธศักราช 2440 และครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2450

                     การจัดการรับเสด็จในครั้ง หลังนั้น ได้มีการจัดซุ้มรับเสด็จขนาดใหญ่ตลอดแนวถนนราชดำเนินรวมกันถึง 10 แห่ง ซุ้มแต่ละแห่งวัดความสูงจากฐานถึงยอดได้ประมาณ 20 เมตร หรือเทียบเคียงเท่ากับตึก 7 ชั้นโดยประมาณ เป็นความยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็มีให้เห็นน้อยครั้ง แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าเป็นอันมาก จนน่าตั้งข้อสังเกตุว่า


          " ซุ้มรับเสด็จขนาดใหญ่เช่นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยใดเกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีล่วงมาแล้ว หรือเพราะพระบารมีแห่งพระพุทธเจ้าหลวงพระองค์นั้นที่ทำให้พสกนิกรที่อยู่ใต้ ร่มพระบรมโพธิสมภารต่างพร้อมใจกันจัดสร้างซุ้มรับเสด็จที่ยิ่งใหญ่ได้ขนาด นี้"


ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/436
Windows XP    Firefox 3.5.7   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
d@eng

icon message
general ความคิดเห็นที่ 1 เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2553, 02:08:54

                       แต่ ความสำคัญกลับมิได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่แห่งการรับเสด็จเพียงเท่านั้นที่ ปรากฏเป็นเรื่องราวบอกเล่ามาในปัจจุบัน แต่กำเนิดแห่ง "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ต่างหากที่กลายเป็นบริบทสำคัญอันก่อคุณูปการมากมายให้ประเทศสยาม

การรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน ร.ศ.126 นั้นมีนัยยะสำคัญใน 2 บริบท กล่าวคือ

หนึ่ง เพื่อเป็นการ "รับพระขวัญ" พระพุทธ เจ้าหลวงจากที่พระองค์เสด็จฯไปรักษาพระองค์ที่ยุโรปนานถึง 7 เดือน

                    และ สอง เพื่อเป็นการเตรียมงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก อันเป็นพระราชพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า และสมโภชสิริราชสมบัติในมหามงคลสมัยที่พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินยาวนานกว่า พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ โดยพระราชพิธีดังกล่าว ได้รวมเอางานเปิดพระบรมรูปทรงม้าเข้าไว้ด้วย

                   สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในเรื่องการสร้างพระบรมรูปทรงม้า ว่า "เวลานั้นยังอีกปีเศษจะถึงอภิลักขิตมงคล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินนับได้ 42 ปี รัชกาลยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นบรรดาได้ปกครองประเทศสยามแต่ ปางก่อนทั้งสิ้น กำหนดว่าจะมีการสมโภชเป็นงานใหญ่ ดำรัสสั่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ให้ทรงปรึกษากันกับเสนาบดีคิดกะโครงการพิธีรัชมงคล ว่าจะทำอย่างไรเสียแต่ในเวลาเสด็จไม่อยู่ (ขณะนั้นทรงประทับอยู่ยุโรป) แล้วกราบทูลไปอย่ารอไว้ให้เสียเวลา"

                 ...งานฉลองราชสมบัติรัช มงคลครั้งนี้ผิดกับงานแต่ก่อน ด้วยเป็นมงคลอันพึงประสบได้ด้วยยากยิ่งนักควรให้ผิดกับงานแต่ก่อนๆ เห็นว่า ควรถือเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปกครองทำนุบำรุงประเทศและ ประชาชนชาวสยามให้เจริญรุ่งเรือง และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นสุขสำราญมาช้านานกว่าพระมหากษัตริย์แต่ปางก่อน

                 ข้อ นี้เป็นหลักชักชวนชาวสยาม ทุกชาติทุกภาษาทั่วพระราชอาณาเขตให้บริจาคทรัพย์ตามกำลัง รวมเงินนั้นทูลเกล้าฯถวายเป็นของชาวสยามรายตัวทั่วหน้า พร้อมใจกันสนองพระเดชพระคุณอย่างที่เรียกกันเป็นสามัญว่า "ทำขวัญ"

               การ เรี่ยไรเงินเพื่อนำไปจัดสร้างพระบรมรูปทรงม้าจึงเริ่มขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าเมื่อเกือบ 100 ปีล่วงมาแล้ว คงมีชาวสยามเพียงไม่กี่คนที่รู้จัก คำว่า "พระบรมรูปทรงม้า" หรือ "อนุสาวรีย์" ความยิ่งใหญ่แห่งพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว จึงถูกจำลองไว้ในการจัดซุ้มรับเสด็จเมื่อพระองค์ท่านนิวัตพระนคร

ซุ้มรับเสด็จดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จเข้าในพระราชวังดุสิต

            การ ก่อสร้างรูปจำลองพระพฤหัสทรงกวาง นั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า "ทำเทียบเป็นตัวอย่างที่จะสร้างพระบรมรูปทรงม้า"

             ทั้ง นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นเป็นตัวอย่างพระบรมรูปทรงม้าที่จะทำขึ้นเพื่อ น้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลาต่อมา


               สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า "คนยินดีถวายเงินเฉลิมพระขวัญแพร่หลายจะได้เงินมาก ที่ประชุมเสนาบดีจึงลงมติแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช กราบทูลขอถวายพระบรมรูปทรงม้านั้นเป็นของประชาชนชาวสยาม สนองพระเดชพระคุณในงานรัชมงคล ก็โปรดพระราช ทานพระบรมราชานุญาต จึงเกิดมีพระบรมรูปทรงม้าขึ้นด้วยประการฉะนี้"

              เงินที่เหลือจากการ สร้างพระบรมรูปทรงม้า รวมทั้งสิ้นทั้งต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 982,672 บาท 48 สตางค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามมติเดิม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า จะเอาเงินนั้นใช้สถาปนาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดประโยชน์แก่ชาวสยาม สนองคุณความกตัญญูกตเวทีที่ได้มีต่อพระองค์นั้น

              แต่ยัง ไม่ทันตกลงว่าจะทำอย่างไร สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงดำเนินการตามพระราชประสงค์ของพระบรมชนกนาถ โปรดให้ใช้เงินเฉลิมพระขวัญที่ยังเหลืออยู่ขยายโรงเรียนพลเรือนของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้กว้างขวาง และพระองค์ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศ

              เพื่อให้ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์อันยิ่งใหญ่และถาวรในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราช ทานเงินทุนที่เหลือจากการที่ราษฎรได้เรี่ยไรเพื่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบรมรูปทรงม้าจำนวนเก้าแสนกว่าบาท ให้ใช้เพื่อสร้างอาคาร เรียนและเป็นตึกบัญชาการบนที่ดินของพระคลังข้างที่จำนวน 1,309 ไร่ ซึ่งอยู่ที่อำเภอปทุมวัน และเงินที่เหลือจากการสร้างก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เพื่อกิจการ ของโรงเรียน

การสถาปนา "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" จากเงินที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเฉลิมพระขวัญในคราวนั้น จึงน่ายังเป็นสิ่งสำคัญที่เหลืออยู่จากแบบจำลองพระพฤหัสทรงกวางที่ทำเทียบ เป็นตัวอย่างของซุ้มรับเสด็จกระทรวงโยธาธิการ

อันเป็นผลสืบเนื่องจากการรับเสด็จพระพุทธ เจ้าหลวง คราวเสด็จนิวัตพระนครจากการประ พาสยุโรป ร.ศ.126 ด้วยเหตุนี้


ที่มา...มติชน วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10453 หน้า 33


ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/436
Windows XP    Firefox 3.5.7   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
กระโดดไป:  

Creative Commons License

SMF Thai Translation Powered by SMF © 2006–2012, Simple Machines LLC

WordPress Google เข้าเยี่ยมชมหน้านี้ล่าสุดเมื่อ : 23 มกราคม 2555, 07:39:33

jQuery Plugin Copyright © 2551-2555 Themes Design & Hosting by DexMoreGroup

Sitemap | Thai Simple Machines Forum support SMF Thai

Web Begining | SMF Modifications | SMF Thai Translation Web Begining

Drupal | WordPress | CMS Joomla | jQuery Plugin | Web Graphics CMS Joomla