ราชวงศ์ชิง - 清朝
ราชวงศ์ชิงเริ่มตั้งแต่ ปี ค.ศ.1644 และสิ้นสุดลงใน ปี 1911
ตั้งแต่จักรพรรดินูรฮาจีชื่อจนถึงจักรพรรดิผู่อี๋ มีจักรพรรดิทั้งหมด 12 พระองค์
ปกครองแผ่นดินจีนนานถึง 268 ปีดินแดนของจีนในสมัยนั้นในช่วงที่กว้างใหญ่ที่สุดมีมากกว่า 12 ล้าน
ตารางกิโลเมตร
เมื่อ ค.ศ.1616 นูรฮาจี หัวหน้าชนเผ่าแมนจูได้สร้าง
”จินยุคหลัง” จนถึง
ปี 1636 หวงไท่จี๋ โอรส นูรฮาจี ชื่อเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็น
”ชิง” ปี 1644 หลี่จื้อเฉิง แม่ทัพชาวนาได้ยกทัพเข้าตีกรุงปักกิ่ง
และโค่นการปกครองของราชวงศ์หมิงลง จักรพรรดิฉงเจิน
กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงผูกพระศอสิ้นพระชนม์ที่เชิงเขาจิ่งซัน
ซึ่งอยู่ติดกับพระราชวังโบราณ ทหารราชวงศ์ชิงได้ฉวยโอกาสเข้าโจมตีทหารชาวนา
และประสบชัยชนะในที่สุด จากนั้นจึงย้ายเมืองหลวงจากภาคอีสานของจีน
มาอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ต่อมา ราชสำนักชิงค่อยๆ ปราบปรามกบฏชาวนาในท้องที่ต่างๆของจีน
และอิทธิพลหลงเหลือของราชวงศ์หมิงที่คิดจะฟื้นฟูหมิงทางภาคใต้ของจีน
จนกระทั่งได้ปกครองทั่วทั้งประเทศจีนในที่สุดเพื่อให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นต่างๆผ่อนคลายลง
ในระยะต้นๆ ราชสำนักชิงได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการทำไร่ไถนา
ขยายพื้นที่เพาะปลูก และลดหรือยกเลิกภาษีอากรของชาวไร่ชาวนาตามสมควร
ทำให้สังคมจีนในสมัยนั้นพัฒนาก้าวหน้า กลางศตวรรษที่ 18
เศรษฐกิจสังคมศักดินายุคชิงได้พัฒนามากสู่ระดับสูงสุด
ได้รับสมญาว่าเป็น”สมัยที่เจริญรุ่งเรืองคังยงเฉียน” ระบบการปกครองแบบรวมอำนาจ
ที่ศูนย์กลางมีความสมบูรณ์และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ประเทศจีนมีความเข้มแข็งเกรียงไกร
สังคมสงบเรียบร้อย ถึงปลายศตวรรษที่ 18 ประชากรจีนมีจำนวนถึง 3 ร้อยล้านคนในปี 1661 แม่ทัพเจิ้งเฉิงกงได้นำกองเรือรบข้ามช่องแคบไต้หวันไปสู่เกาะไต้หวัน
พิชิตอาณานิคมชาวเนเธอร์แลนด์ที่ยึดครองไต้หวันนาน 38 ปี ในต้นปี 1662
ทหารเนเธอร์แลนด์ยอมจำนนต่อราชวงศ์ชิง ไต้หวันได้กลับคืนสู่อ้อมมาตุภูมิ
ปลายศตวรรษที่ 16 รัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์แผ่ขยายอาณาจักรมาทางตะวันออก
ในช่วงที่ทหารแมนจูบุกลงใต้ ประเทศจีนเกิดความปั่นป่วน
รัสเซียได้ฉวยโอกาสยึดครองเขตยาคึซา เขตหนีปู้ฉู่และเขตพรมแดนอื่นๆของจีน
ราชสำนักชิงได้ประท้วงและเรียกร้องให้ทหารรุกรานชาวรัสเซียถอนตัวออก
จากดินแดนของจีน ในค.ศ.1685 ถึง 1686 จักรพรรดิคังซีได้ยกทัพไปโจมตีทหารรัสเซีย
ที่ประจำเขตยาคึซา บังคับให้รัสเซียยอมเข้าร่วมการเจรจา
เพื่อแก้ไขปัญหาปักปันเขตแดนภาคตะวันออกของจีน ปี 1689
ผู้แทนจีนและรัสเซียได้จัดการเจรจาที่เขตหนีปู้ฉู่ ลงนาม ”สนธิสัญญาหนีปู้ฉู่”
อันเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนฉบับแรกของจีนกับรัสเซียกลางรัชกาลจักรพรรดิ์เฉียนหลง ราชสำนักชิงใช้กำลังทหารปราบปรามอิทธิพล
แบ่งแยกประเทศของเผ่าจุ่นเก๊อะเอ่อและกบฎของต้า-เสี่ยวเหอจั๊วะของเผ่าหุย
ทำให้เขตซินเกียงสงบเรียบร้อยลง ดำเนินนโยบายและใช้มาตรการต่างๆ
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการคมนาคมของเขตชายแดนของจีน
สมัยราชวงศ์ชิง จีนได้ประสบผลสำเร็จอันใหญ่หลวงในด้านวัฒนธรรม
ปรากฏนักคิดยอดเยี่ยมหลายคน เช่นหวางฟูจือ หวงจงซี กู้เอี๋ยนอู่
ตลอดจนไต้เจิ้นเป็นต้น ขณะเดียวกัน ก็มีนักเขียนและศิลปิน
มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์จีน อาทิเช่นนายเฉาเสวี่ยฉิน
ผู้ประพันธ์ ”ความฝันในหอแดง” อู๋จิ้งจือ ข่งซ่างเหยิน
ในด้านการวิจัยประวัติศาสตร์ ราชวงศ์ชิงก็มีผลงานสะสมจำนวนมาก
มีนักศึกษาค้นคว้าฝ่ายต่างๆเกิดขึ้นไมาขาดสาย ได้ปรากฏ หนังสือ”สื้อคู่ฉวนซู”
“กู่จินถูซูจิ๊เฉิง” อันเป็นหนังสือสรรนิพนธ์รวมชุดขนาดใหญ่
จีนสมัยราชวงศ์ชิงยังได้ประสบผลสำเร็จในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมาก
โดยเฉพาะด้านสถาปัตยกรรมการก่อสร้างสำหรับเศรษฐกิจในสมัยนั้น จีนสมัยราชวงศ์ชิงยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม
ในด้านวัฒนธรรมและความคิด ราชวงศ์ชิงยังคงส่งเสริมหลักการและคำสอนต่างๆ
ของสังคมศักดินาที่สืบทอดกันมา เพื่อพิทักษ์การปกครองของจักรพรรดิ
ราชวงศ์ชิงได้จำคุกบุคคลส่วนหนึ่งในสังคมเพราะเขียนบทประพันธ์
ที่เสียดสีหรือแสดงความคิดเห็นคัดค้านต่อต้านราชวงศ์ชิง
ความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศนั้นปิดประเทศมาช้านาน จึงหลงภูมิใจในตน.หลังช่วงกลางราชวงศ์ชิง ความขัดแย้งทางสังคมต่างๆนับวันรุนแรงยิ่งขึ้น
และปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น เกิดการกบฎต่อต้านราชวงศ์ชิงไม่ขาดสาย
การเกิดกบฎลัทธิไป๋เหลียนเจี้ยวทำให้ความเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลง
สงครามฝิ่นที่เกิดขึ้น ในค.ศ.1840 และการรุกรานของจักวรรดินิยมต่างประเทศบีบ
บังคับให้ราชสำนักชิงต้องลงนามสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ
กับจักรวรรดินิยมต่างชาติที่รุกรานจีน ปักปันดินแดนและจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม
ให้กับผู้รุกราน เปิดเมืองท่าให้ชาวต่างชาติ ทำให้สังคมจีนค่อยๆกลายเป็น
สังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ปลายราชวงศ์ชิง การเมืองทุจริตเน่าเฟะ
กระแสความคิดสังคมไม่ได้พัฒนา ประชาชนจีนที่ติดยาฝิ่นร่างกายอ่อนแอ
ขาดความมั่นใจในตนเอง สังคมศักดินาจีนค่อยๆเข้าสู่ระยะเสื่อมโทรม
ประชาชนจีนมีความเดือดร้อนทุกข์ยาก จึงก่อการเคลื่อนไหวต่อต้านจักรวรรดินิยม
และศักดินานิยมต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหวไท่ผิงเทียนกั๋ว ซึ่งเป็นกบฎชาวนา
มีอิทธิพลใหญ่หลวง โจมตีการปกครองของราชวงศ์ชิงอย่างรุนแรง
เพื่อช่วยประเทศชาติและกอบกู้ชะตากรรมของตน ภายในชนชั้นปกครองราชวงศ์ชิง
ได้ดำเนินการปฏิรูปบ้าง เช่น การเคลื่อนไหวหยังอู้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ราชสำนักชิง
ส่งนักศึกษาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศและศึกษาประสบการณ์จากประเทศฝรั่งที่ทันสมัยแล้ว
และปฏิรูประบอบการเมืองอู้ซวีซึ่งมุ่งปฏิรูประบอบการปกครองแบบศักดินาของจีน
และต่อต้านการปกครองประเทศแบบเผด็จการของชนชั้นเจ้านายที่ดิน
นักปฏิรูปคิดที่จะสร้างฟื้นฟูความเจริญรุ่ง เรืองและมั่งคั่งให้กับประเทศจีน
จากระดับบนสู่ระดับล่าง แต่ต้องประสบความล้มเหลวในที่สุด
บุคคลที่มีอุดมคติกว้างไกลและมีวิสัยทัศน์และวีรบุรุษที่ยอมเสียชีวิต
เพื่อประเทศชาติจำนวนนับไม่ถ้วน ได้ต่อสู้รุ่นแล้วรุ่นเล่า กระแสชาตินิยมของจีน
ได้พัฒนาไปสู่จุดสูงสุดในยุคใกล้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใน ปีค.ศ.1911
การปฏิวัติซินไฮ่ ดร.ซุนยัดเซ็นเป็นผู้นำได้โค่นล้มการปกครองของราชวงศ์ชิง
และสิ้นสุดสังคมศักดินาจีนซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประวัติศาสตร์จีนได้เข้าสู่ยุคใหม่ จักรพรรดิ 12 พระองค์ แห่งราชวงศ์ชิง - 愛新覺羅1. จักรพรรดิ นูรฮาชี - 努爾哈赤
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - เกาตี้ 高帝
พระนามแต่งตั้ง - ไท่จู่ 太祖
รัชศก - เทียนมิ่ง 天命
ปีครองราชย์ 2159 - 2169 (1616 - 1626)
ประสูติ เมื่อปี 1559
สิ้นพระชนม์ อายุ 68 ในปี 1626 ฝังที่เมืองหยาง (沉阳城) 2. จักรพรรดิ หวงไท่จี๋ - 皇太極
พระนามเรียกขาน (อย่างสั้น) - เหวินตี้ 文帝
พระนามแต่งตั้ง - ไท่จง 太宗
รัชศก - เทียนมิ่ง 天命
ปีครองราชย์ 2169 - 2186 (1626-1643)
ประสูติเมื่อปี 1592
สิ้นพระชนม์ อายุ 51 ในปี 16433. จักรพรรดิ ซุ่นจื้อ - 顺治
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - จางตี้ 章帝
พระนามแต่งตั้ง - ซื่อจู่世祖
รัชศก - ซุ่นจื้อ 順治
พระนามเดิม ฟู่หลิน (福臨) ครองราชย์ 2187 -2204 ( 1644-1661) รวม 17 ปี
เป็นพระโอรสของ จักรพรรดิ ไท่จง เมื่อทรงครองราชย์เมื่ออายุเพียง 6 ขวบ
จึงมีผู้สำเร็จราชการ คือ อ๋องทอร์คุน พระอนุชาต่างพระมารดาของพระราชบิดา
ซึ่งมีอิทธิพลมาก แต่ถูกคานจาก พระนางเสี้ยวจวง พระมารดา
ในยุคนี้ยังต้องปราบปรามการต่อต้านจากชาวฮั่นอย่างยาวนานถึง 17 ปี
จนเมื่ออ๋องทอร์คุนตาย พระองค์จึงได้มีอำนาจเต็มที่ แต่ก็ทรงเสียชีวิตด้วย
ไข้ทรพิษใน ปี 2204 เมื่อมีอายุเพียง 24 พรรษา
4. จักรพรรดิคังซี - 康熙

พระนามเดิม - เสวียนเย่ - 玄燁
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - เหรินตี้仁帝
พระนามแต่งตั้ง - เซิ่งจู่聖祖
รัชศก - คังซี 康熙
จักรพรรดิคังซี 康熙 Kangxi ครองราชย์ 2204 -2265 (1661- 1722) รวม 61 ปี
พระองค์เป็นพระโอรสองค์ที่ 3 ของจักรพรรดิ ซุ่นจื้อ
ครองราชย์ตั้งแต่อายุ เพียง 7 พรรษา ถูกดูแลมาด้วย พระนางเสี้ยวจวง
( ในยุคนี้ได้เป็น ไท่หวงไทเฮา ) ทรงมีความสามารถตั้งแต่ทรงพระเยาว์
เมื่ออายุ ได้ 13 พรรษา ก็ออกว่าราชการด้วยพระองค์เอง ในยุคนี้มีการต่อสู้ระหว่างชาวฮั่น
ที่ต้องการกู้ราชวงศ์หมิง รวมถึงชนเผ่าอื่น ๆ ที่ต้องการก่อกบฏ จักรพรรดิคังซี
ทำสงครามภายในประเทศยาวนานถึง 8 ปี จึงพิชิตแคว้นต่าง ๆ ได้ราบคาบ
ก่อนที่พระองค์จะมีพระชนมายุ 30 พรรษา ทั้งขยายอาณาเขตถึงมองโกเลียและทิเบต
และได้ทำสงครามกับรัสเซียในยุคสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช
และได้รับชัยชนะด้วย ซึ่งสงครามได้จบลงที่การสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน
รวมถึงการยกทัพบุกพม่า ทำให้จีนในยุคนี้เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ทรงจัดทำ พจนานุกรมคังซี ซึ่งรวบรวมตัวอักษรจีนได้ครบถ้วนที่สุดสมัยนั้น
พระองค์นับเป็นฮ่องเต้ที่ครองราชย์ยาวนานมากที่สุดพระองค์หนึ่ง มีสนมถึง 35 คน
บุตรและธิดารวม 55 องค์ ทำให้ปลายสมัยของพระองค์เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ
ของพี่น้องด้วยกันเอง ที่เรารู้จักในนาม ศึกสายเลือด
รัชสมัยของจักพรรดิคังซีตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
และราชวงศ์บ้านพลูหลวงของอาณาจักรอยุธยา
5. จักรพรรดิหย่งเจิ้น - 雍正

พระนามเดิม - อิ้นเจิน 胤禛
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - เซี่ยนตี้ 憲帝
พระนามแต่งตั้ง - ซื่อจง世宗
รัชศก -หย่งเจิ้น 雍正
จักรพรรดิหย่งเจิ้น 雍正 พ.ศ. 2265-2278 (1722-1735 ) รวม 13 ปี
ป็นองค์ชายที่ 4 ของจักรพรรดิ์คังซี เป็นเรื่องเล่ากันต่อมาว่า
พระองค์ชิงราชบัลลังก์จากองค์ชาย 14 โดยแก้ไขลายพระหัตถ์ของพระบิดา
ทำให้รัชสมัยของพระองค์มีเรื่องราวแย่งชิงกันระหว่างพี่น้องจนพระองค์ได้ชื่อว่า
เป็น "จักรพรรดิบัลลังก์เลือด" หรือ "จักรพรรดิทรราช "
คือ การเปลี่ยนแปลงวิธีการแต่งตั้งองค์รัชทายาท จากการแต่งตั้งโดยเปิดเผย
อันเป็นสิ่งปฏิบัติมาแต่อดีต เป็นทรงแต่งตั้งโดยเป็นความลับ
โดยจารึกพระนามขององค์รัชทายาทใช้หลังป้ายแผ่นหนึ่ง
ที่มีชื่อเรียกว่า เจิ้งต้ากวางหมิง (正大光明) ซึ่งเก็บลับไว้ในหีบ
ซึ่งธรรมเนียมนี้จักรพรรดิองค์ต่อ ๆ มาก็ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาด้วย
พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างกระทันหัน ในปี พ.ศ. 2278 (ค.ศ. 1735)
เล่ากันว่าพระองค์ทรงโปรดที่จะเสวยยาอายุวัฒนะ
และผลจากการเสวยยาทำให้พระองค์มีพระชนม์ชีพสั้น
6. จักรพรรดิเฉียนหลง - 乾隆

พระนามเดิม - หงลี่ 弘曆
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - ฉุนตี้ 純帝
พระนามแต่งตั้ง - เกาจง 高宗
รัชศก -เฉียนหลง 乾隆

รูปวาดสมัยยังหนุ่มของจักรพรรดิ์ เฉียนหลง
จักรพรรดิเฉียนหลง - 乾隆 2278 -2338 (1735-1795) รวม 60 ปี
ชื่อเดิม เจ้าชายหงลี่ องค์ชายที่4 ในจักรพรรดิหย่งเจิ้น และเป็นหลานโปรดของ
จักรพรรดิคังซี เพราะมีความเฉลียวฉลาดตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงครองราชย์เมื่ออายุ 25 ปี
จักรพรรดิเฉียนหลงได้สร้างความเจริญมากมายให้กับประเทศจีน
โดยเฉพาะการจัดทำสารานุกรม ซื่อคู่เฉวียนซู
ขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2316 (ค.ศ. 1773) - พ.ศ. 2325 (ค.ศ. 1782)
ถือเป็นมรดกโลกที่สำคัญชิ้นหนึ่ง
จักรพรรดิเฉียนหลงมีคนสนิทที่ทรงใกล้ชิดอยู่คนหนึ่ง ชื่อ เหอเซิน
ที่มักคอยเอาอกเอาใจอยู่ตลอด และมักชวนจักรพรรดิเฉียนหลงเสเพลอยู่เสมอ ๆ
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงโปรดเหอเซินมาก ทำให้เหอเซินเหิมเกริม
กระทำการทุจริตต่าง ๆ นานา ยิ่งโดยเฉพาะในปลายรัชสมัยมีการจับจ่าย
ใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อความสำราญของคนในพระราชวัง ทำให้ราชวงศ์ชิงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
จักรพรรดิเฉียนหลงทรงมีพระโอรสที่ปรีชาสามารถมากคือเจ้าชายหย่งฉี
พระโอรสองค์ที่ 5 ซึ่งประสูติแต่ฮองเฮาองค์ที่ 2 เจ้าชายหย่งฉีเป็นผู้ที่ปรีชาสามารถ
ทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นความหวังว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์
แต่กลับสิ้นพระชนม์เสียก่อนตั้งแต่ยังหนุ่ม
ในปี พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795) ปีที่ 60 ที่ทรงครองราชย์จักรพรรดิเฉียนหลง
ได้สละราชสมบัติให้พระโอรส ด้วยไม่ทรงปรารถนาจะครองราชย์ยาวนานเกินกว่า
จักรพรรดิคังซีผู้ทรงเป็นพระอัยกา อย่างไรก็ตามแม้จะสละราชบัลลังค์แล้ว
แต่อำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่กับพระองค์ โดยทรงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น
พระบิดาหลวง หรือ จักรพรรดิสูงสุด (ไท่ซั่งหวง, 太上皇帝) พระองค์สวรรคตเมื่อปี 2342
7. จักรพรรดิเจี่ยชิ่ง - 嘉庆

พระนามเดิม - หยงเหยี่ยน 顒琰
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - หรุ้ยตี้ 睿帝
พระนามแต่งตั้ง - เหรินจง 仁宗
รัชศก - เจี่ยชิ่ง - 嘉慶
จักรพรรดิเจี่ยชิ่ง 嘉庆 พ.ศ. 2339–พ.ศ. 2363 (ค.ศ. 1796- 1820)
รวมระยะเวลาที่ได้ทรงครองราชย์ 24 ปี
พระโอรสองค์ที่ 15 ของ จักรพรรดิเฉียนหลง ทรงขึ้นครองราชย์
เมื่อมีพระชนม์ 37 พรรษา ปี พ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) จักรพรรดิเฉียนหลงได้สวรรคต
พระองค์จึงได้อำนาจในการปกครองอย่างแท้จริง
สิ่งแรกที่ทำคือทรงได้กำจัดเหอเซิน ที่เป็นขุนนางกังฉิน โกงกินชาติ
ซึ่งเป็นคนสนิทของจักรพรรพิเฉียนหลง ทรงรวบรวมขุนนาง
และบรรดาผู้ที่จงรักภักดีเพื่อกำจัดเหอเซิน โดยบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง
ที่มีบทบาทในการครั้งนี้คือ อ๋องเฉิน ซึ่งเป็นพระเชษฐา (พี่ชาย )
ของพระองค์และเป็นพระโอรสลำดับที่ 11
ตลอดรัชสมัย ทรงพบกับการก่อกบฏและเรื่องทางความมั่นคงมากมาย
เช่น กบฏพรรคบัวขาว, กบฏโจรสลัดไต้หวัน กบฏพรรคเที่ยงธรรม เป็นต้น
ซึ่งกบฏเหล่านี้ส่วนใหญ่ เป็นกบฏชาวฮั่นที่รวบรวมคนไว้เพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง
กอบกู้ราชวงศ์หมิงนั่นเอง จากการปราบกบฏนี่เอง
ทำให้พระองค์เกิดความไม่ไว้พระทัยในตัวขุนนางและบรรดาคนใกล้ชิดหลายคน
และแม้แต่อ๋องเฉินด้วย ทำให้อ๋องเฉินลาออกจากราชการไป
พระองค์ทรงใช้ทั้งนโยบายที่ผ่อนปรนและแข็งกร้าวสลับกันไป
เช่น การห้ามชาวแมนจูแต่งงานกับชาวฮั่นเด็ดขาด หรือ
การห้ามชาวคริสต์เผยแพร่ศาสนาเด็ดขาด รวมทั้งการห้ามราษฎรสูบฝิ่นด้วย เป็นต้น
ซึ่งสิ่งทั้งหมดเหล่านี้จะส่งผลต่อความมั่นคงตามมาในภายหลัง
ในปลายรัชสมัย ทรงมีพระพลานามัยอ่อนแอ
ด้วยทรงสูงพระชันษาประกอบกับการกลัดกลุ้มพระทัยอยู่บ่อยครั้ง
เกี่ยวกับราชภารกิจ ทรงสวรรคตใน ปี พ.ศ. 2363 (ค.ศ. 1820) พระชนมายุ 61 พรรษา
8. จักรพรรดิเต้ากวง - 道光

พระนามเดิม - หมินหนิง 旻寧
พระนามเรียกขาน(อย่างสั้น) - เฉิงตี้ 成帝
พระนามแต่งตั้ง - เซวียนจง 宣宗
รัชศก - เต้ากวง 道光
จักรพรรดิเต้ากวง - 道光 ปี พ.ศ. 2363 -พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1820-1850) ระยะเวลา 30 ปี
มีพระนามว่า เหมี่ยนหนิง เป็นองค์ชายรองในจักรพรรดิเจี่ยชิ่ง
ซึ่งประสูติจากมเหสีที่มีชื่อว่า พระนางเสี้ยวซู (孝淑皇后)
แต่พระมารดาได้สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่พระองค์ยังเยาว์วัย
จักรพรรดิเจี่ยชิงพระราชบิดาจึงได้สถาปนาเจ้าจอมองค์ใหม่ขึ้นเป็น
พระนางเสี้ยวเหอ (孝和皇后) ซึ่งเป็นบุตรสาวของขุนนางพวกเดียวกับเหอเซิน
ที่ทรงไม่ไว้วางพระทัย แต่ทรงทำไปด้วยด้วยเหตุผลทางการเมือง
นั่นทำให้จักรพรรดิเต้ากวงเมื่อยังทรงพระเยาว์ก็ไม่โปรดในตัวพระนางด้วยเช่นกัน
แม้จะมีศักดิ์เป็นพระมารดาเลี้ยงก็ตาม แต่ภายหลังจึงได้ยอมรับพระนาง
ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวง ได้ทรงหาทางกำจัดขุนนางกังฉิน
และบรรดาขุนนางที่ไม่เอาการเอางาน จึงทำให้เหล่าขุนนางลับหลัง
จะนินทาพระองค์อยู่เสมอ ๆ และทำให้ขุนนางแบ่งแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายต่าง
ก็สนับสนุนพระโอรสอันเกิดจากพระมารดาที่เป็นชนเผ่าเดียวกับตน
แต่พระองค์ก็ได้หาทางบริหารประเทศอย่างเต็มที่ ในรัชสมัยของพระองค์
ประเทศเป็นปึกแผ่น ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่ภายในอ่อนแออันเกิดจาก
การฉ้อราษฎร์บังหลวง เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด คือ สงครามฝิ่นกับอังกฤษ
ในปี พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) และ พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) ยุคล่าอาณานิคม
ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และ นำมาสู่การสูญเสียเกาะฮ่องกง
และการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในภายหลัง
ในรัชสมัยนี้พระองค์ได้ออกนโยบายให้ทุกคนในวังประหยัด
โดยมีพระองค์เป็นแบบอย่าง
ได้สวรรคตในปี พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850) เมื่อมีพระชนม์มายุ 69 ปี
ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/5076