23 พฤษภาคม 2555, 13:36:28
ยินดีต้อนรับผู้เยี่ยมชม
  • noavata
  • ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
    เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Page Rank

ทำเว็บไซต์ | แต่งบอร์ด | ออกแบบ | SMF | Joomla | Drupal | WordPress | JQuery | CMS | ECommerce | Tel. +668-08577477

ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
icon message ผู้เขียน หัวข้อ: เหยื่อฝนเหลือง วิบากกรรมที่ยังไม่สิ้น  (อ่าน 701 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
*
***



Thailand   หญิง ผู้เริ่มต้นกระทู้นี้ ออฟไลน์
เอเย่นต์ ออเร้นจ์ Agent Orange

เป็นสารพิษระดับตำนานที่ทหารอเมริกันใช้ในการศึกสมัยสมรภูมิรบ
ที่สงครามเวียดนามในช่วงปี 2504 – 2518 โดยใช้เครื่องบินฉีดพ่นป่ารกทึบให้ใบไม้ร่วง

เพื่อทหารเวียดกงจะได้ปราศจากที่หลบซ่อน ฝนเหลืองไม่เพียงแต่ทำลายสภาพป่าในตอนนั้น
ซึ่งธนาคารโลกเคยประเมินว่ากินบริเวณกว้างประมาณ 625,000 ไร่ ถึง 12,500,000 ไร่
แต่ยังส่งผลกระทบสุขภาพต่อคนเวียดนามใต้ตราบจนปัจจุบัน
โดยเฉพาะประชาชนที่เคยสัมผัสและบรรดาทหารผ่านศึก เนื่องจากเอเย่นต์ ออเร้นจ์
มีส่วนประกอบของสารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์
และทำลายระบบประสาทส่วนกลาง อีกทั้งสารเคมีชนิดนี้ยังเป็นสารที่ย่อยสลายได้ยาก
ในธรรมชาติ ทำให้สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารเมื่อเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

เหวียนถิเวินลอง วัย 20 ปี ในห้องเรียนที่หมู่บ้านชานกรุงฮานอย
อีกหนึ่งผลกระทบจากฝนเหลือง




เด็กๆ ที่พิการตั้งแต่เกิดในนครโฮจิมินห์
ภาพเช่นนี้ตามหลอกหลอนชาวโลกมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี




ทางการเวียดนามกล่าวว่ามีเด็กเกิดมาในสภาพเช่นนี้
ประมาณ 150,000 คน นับตั้งแต่สงครามสงบลง




ในช่วงสงครามเวียดนามกองทัพสหรัฐ โปรยสารเหลืองลงในเวียดนาม
ถึง 11 ล้านแกลลอน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชีวิตมากระทั่งทุกวันนี้




อดีตนักบินกองทัพสหรัฐ ผู้นี้เคยนำฝนเหลืองไปโปรยในเวียดนาม
หลังสงครามสิ้นสุดลงก็ตรวจพบว่าเซลมะเร็งในกายของเขาพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก
































ฝนเหลือง

ทั่วโลกประจักษ์ซึ้งถึงพิษภัยของ "ฝนเหลือง" (Agent Orange) เป็นอย่างดี
ในยุคสงครามเวียดนามระหว่างปี  2504-2518  เพราะเป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดรุนแรง
ที่ทหารอเมริกันใช้ฉีดพ่นเหนือผืนป่าอันกว้างใหญ่ของเวียดนามใต้ เพื่อทำลายป่า
ที่หลบซ่อนของทหารเวียดกง  โดยมีการประมาณกันว่า  อเมริกันใช้ฝนเหลืองร้อยละ 60
หรือ 42 ล้านลิตร
 จากจำนวนสารเคมี 72 ล้านลิตรที่ใช้ไปในสงครามครั้งนั้น  
แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 20 ปีเศษ  แต่ผลกระทบของฝนเหลืองต่อระบบนิเวศ  
สภาพแวดล้อม และสุขภาพของคนในเวียดนามใต้  ยังคงปรากฎให้เห็นชัดเจน
และนี่เองกระมังที่ทำให้กรมควบคุมมลพิษ  กระทรวงวิทยาศาสตร์  พยายามกลบเกลื่อน
เรื่องสารเคมีที่ขุดพบในสนามบินบ่อฝ้ายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม  2542  ว่าไม่ใช่ "ฝนเหลือง"  
ทั้ง ๆ ยังไม่มีการตรวจหาไดออกซินซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญของฝนเหลือง  
เพราะประเทศไทยไม่มีเครื่องมือที่ตรวจสอบสารนี้ได้ และมีผู้ที่เคยทำงานให้กับทหารอเมริกัน
ในช่วงปี  2506-2507  ออกมายืนยันว่า  ถังสารเคมีที่ขุดพบเป็นฝนเหลืองที่สหรัฐอเมริกาทิ้งไว้
หลังจากเข้ามาทดลองในประเทศไทย  ซึ่งสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ
        
ปฏิกิริยาของกรมควบคุมมลพิษในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า  สำหรับประเทศไทยแล้ว  
ฝนเหลืองยังน่ากลัวน้อยกว่าวิธีการทำงานแบบไม่โปร่งใสของหน่วยงานแห่งนี้เสียอีก



ฝนเหลืองคืออะไร

ฝนเหลืองมาจากชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า Agent Orange เป็นสารผสมจากสารเคมี 2 ตัว
คือ 2,4-D และ 2,4,5-T ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชในกลุ่ม chlorophenoxy herbicide  
แม้สารเคมีในกลุ่มนี้จะยังมีอีกหลายตัวด้วยกัน  แต่ตัวที่มีพิษร้ายแรงที่สุดตัวหนึ่ง คือ 2,4,5-T  นี่เอง
        
สารในกลุ่ม chlorophenoxy herbicide  เป็นสารที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้
และจะทำให้เกิดอาการทางประสาทตามมา  ทำให้เกิดผื่นคัน  ทำลายเนื้อเยื่อตับและไต
และยังเป็นสารก่อมะเร็ง (carsinogen) เคยมีรายงานการทดลองในสัตว์พบว่า  
สารตัวนี้ทำให้เกิดมะเร็งและยังมีผลกระทบไปถึงลูกในรุ่นต่อไป  ทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด  
แม้ได้รับในปริมาณความเข้มข้นที่ต่ำ สำหรับสาร 2,4-D  มีชื่อเต็มว่า
2,4-dichlorophenoxy acetic acid  องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ
สารอันตรายปานกลาง (Solid Class II, Moderately Hazardous๗  
จัดเป็นสารกำจัดวัชพืชและสารที่ทำให้ใบไม้ร่วง  มีฤทธิ์ฉับพลันต่อคนคือ  
ถ้าหากสูดดมเข้าไปจะทำให้ทางเดินหายใจ คือ คอ  จมูก และปอด  ปวดแสบปวดร้อน  
ถ้าสัมผัสที่ตาจะทำให้ตาแดง  แสบตา  ถูกผิวหนังจะทำให้ผิวด่าง และหากสัมผัสมาก ๆ  
จะทำให้เกิดอาการชักกระตุกของประสาทรอบนอก
        
ส่วนสาร 2,4,5-trichloronoxy acetic acid   องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ
สารอันตรายปานกลางและมีฤทธิ์ต่อพืชเช่นเดียวกับ 2,4-D  จากการทดลอง
ในหนูทดลองพบว่า  สาร 2,4,5-T  มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์คือทำให้ฮอร์โมน
testosterone ลดลงและทำให้ผู้ชายเป็นหมันได้
        
ประเด็นสำคัญคือ ทั้งในสาร 2,4-D  และ 2,4,5-T  มีสารประกอบสำคัญที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก
คือ 2,3,7,8-tetrachlorodibenzo-p-dioxin (TCDD) หรือที่รู้จักกันในชื่อ dioxin
ลำพังสาร 2,4-D และ 2,4,5-T  เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกขับออกในไม่ช้า
และย่อยสลายในไม่นาน  แต่ตัวที่อันตรายในที่สุดในฝนเหลืองคือ ไดออกซิน (dioxin)  
ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมี  non-biodegradable คือมีช่วงอายุนานหรือย่อยสลายยากในธรรมชาติ
และ dioxin  นี่เองที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชีวิตของคนเวียดนามใต้อย่างมาก





พิษฝนเหลืองในเวียดนามใต้

ดังกล่าวแล้วว่า  สหรัฐฯ ใช้ฝนเหลืองเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 42 ล้านลิตร  
ภายใต้แผนปฏิบัติการ  "Operation Ranch Hand"   ในสงครามเวียดนาม
และจากปริมาณฝนเหลืองดังกล่าวทำให้มีการประมาณการกันว่า  มีสาร "ไดออกซิน"  
ทั้งหมดประมาณ 170 กิโลกรัมปนอยู่ในสภาพแวดล้อมทางภาคใต้ของเวียดนาม
ระหว่างในช่วงสงคราม (สาร 2,4,5-T และ 2,4-D ในส่วนผสมของฝนเหลือง
จะมีออกซินอยู่ประมาณ 3.83 กรัม/ลูกบาศก์เมตร)
        
ผลกระทบจากไดออกซินหลังสงครามต่อระบบนิเวศ  สภาพแวดล้อมและสุขภาพ
ของคนยังปรากฎชัดเจนกระทั่งทุกวันนี้  แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 20 ปีเศษ  
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดกับสุขภาพมนุษย์ยังคงมีให้เห็นในรุ่นลูกรุ่นหลาน
ของชาวเวียดนามที่ได้รับหรือสัมผัสฝนเหลืองในช่วงสงคราม
        
ธนาคารโลกเคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับกรณีเวียดนามและได้ประมาณขอบเขตพื้นที่และป่า
ที่ได้รับความเสียหายจากฝนเหลืองว่า มีประมาณกว้างประมาณ 625,000 ไร่ ถึง 12,500,000 ไร่  
โดยรายงานของธนาคารโลกระบุชัดเจนว่า  การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้  
ความย่อยยับของความหลากหลายทางชีวภาพและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรม
เป็นผลมาจากปฏิบัติการฝนเหลืองของสหรัฐฯ
        
และด้วยเหตุที่สารไดออกซินจัดอยู่ในกลุ่มสารเคมีที่ไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายยากในธรรมชาติ  
สารเคมีกลุ่มนี้เมื่อปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้วจะสามารถเข้าไปสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารได้
และนี่เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้คนเวียดนามใต้ที่รับประทานอาหารซึ่งมีไดออกซิน
ปนเปื้อนอยู่มีสารพิษตัวนี้สะสมอยู่ในร่างกาย และจากการทดลองจากตัวอย่างอาหาร
และสัตว์ป่าจากตลาดต่าง ๆ ทางภาคใต้ของเวียดนามระหว่างปี  2528-2530  
ได้ผลยืนยันว่ามีสารไดออกซินสะสมในปริมาณสูง
        
นักวิทยาศาสตร์ทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างชาติเคยทำการศึกษาทางระบาด
วิทยาหลายครั้งด้วยกันเพื่อพิสูจน์ว่า  การสัมผัสฝนเหลืองมีความเชื่อมโยงสำคัญกับโรคต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นกับคน  เช่น  ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับ  เป็นโรคมะเร็งผิวหนังบางชนิด  
เช่น  soft tissue sarcoma และ chonocarcinoma  โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับ
ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ได้รับฝนเหลืองในช่วงสงคราม  
รวมทั้งทหารผ่านศึกจากเวียดนามเหนือที่ได้รับสารตัวนี้เข้าไป  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า  
ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับฝนเหลืองหรือในครอบครัวของทหารผ่านศึกมีอัตรา
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์  เช่น  ทำให้แท้งลูก  ทารกตายในท้อง  
ทารกพิการแต่กำเนิด  เป็นต้น  สูงกว่าประชาชนในพื้นที่อื่น
        
ผลพวงของฝนเหลืองในยุคสงครามยังตกไปถึงน้ำนมในมารดาที่ตั้งครรภ์ด้วย  
จากการศึกษาตัวอย่างน้ำนมมารดาที่รวบรวมมาจากสตรีที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของเวียดนาม
พบว่า  แม้ระดับของสารไดออกซินที่สะสมในน้ำนมมารดาลดลงไปจากระดับ 1450 พีพีที
(parts per trilion) ในช่วงทศวรรษ  1970 เป็น 10-20 พีพีทีในปี  1994 (พ.ศ.  2537)  
แต่ก็ยังคงสูงกว่าที่ตรวจพบในน้ำนมมารดาของสตรีเวียดนามที่อยู่ทางภาคเหนือ  
ซึ่งไม่ได้รับฝนเหลือง และสูงกว่าน้ำนมมารดาของสตรีในประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ประมาณ 3-8 เท่า
        
มีการศึกษาอีกชุดหนึ่งที่ชี้ว่า  ตัวอย่างเลือดทั้งหมดที่เก็บจากเวียดนามใต้นั้น
มีระดับไดออกซินสูงกว่าตัวอย่างเลือดที่เก็บจากคนในเวียดนามเหนือ  
การศึกษาชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไดออกซินเจนในเลือด
ของผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาเป็นเวลานานกับปริมาณของฝนเหลือง
ที่มีการฉีดพ่นออกไปในช่วงสงคราม
        
องค์การอนามัยโลกจัดประเภทของสารไดออกซินไว้ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์  
ส่วนทางด้านสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา
(Environmental Protection Agency-EPA) นั้น  
ระบุภายหลังจากที่มีการประเมินถึงพิษของสารไดออกซินครั้งล่าสุดแล้วว่า  
ไดออกซินมีอันตรายร้ายแรงกว่าดีดีทีถึง 200,000 เท่า  ดังนั้นจึงเป็นเครื่องยืนยัน
ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  ฝนเหลืองในสมัยสงครามอินโดจีน  มีผลกระทบร้ายแรงต่อทหารเวียดนาม
และทหารอเมริกันที่ได้รับสารตัวนี้เข้าไป




ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/5560
Windows NT 6.1    Chrome 10.0.648.151   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
*
***



Thailand   หญิง ผู้เริ่มต้นกระทู้นี้ ออฟไลน์
icon message
general ความคิดเห็นที่ 1 เมื่อ: 21 มีนาคม 2554, 14:49:27
พิษฝนเหลืองที่บ่อฝ้ายไม่ร้ายเท่าพิษของหน่วยงานรัฐ

"จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบ่อฝ้าย
ทำให้รู้ว่าสารเคมีดังกล่าวทหารอเมริกันนำมาใช้ในสมัยสงครามเวียดนาม  
โดยนำบรรทุกเครื่องบินแล้วไปโปรยในป่าที่กองกำลังเวียดกงหลบซ่อนอยู่  
เมื่อใช้เหลือก็นำมาฝังกลบไว้กลางสนามบินบ่อฝ้าย"  นาวาโทประเสริฐ  น้ำฟ้า  
ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกการบินพลเรือนหัวหิน  ออกมาให้สัมภาษณ์  หลังจากถังบรรจุสารเคมี
ที่ฝังอยู่ใต้ดินในระดับความลึกประมาณ 1.5 เมตรถูกรถแบ็กโฮขุดกระทบ  
นเกิดการรั่วไหลของสารเคมีในสนามบินบ่อฝ้าย  อ.หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์  
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา
        
ผลของการขุดค้นถังบรรจุสารเคมีในเวลาต่อมาได้พบภาชนะเหล็กสภาพ
ผุกร่อนขนาด 200 ลิตร  ซึ่งไม่มีสารเคมีหลงเหลืออยู่อีก 1 ถัง และถังบรรจุสารเคมี
จำนวน 5 ถัง  ขนาดบรรจุ 15 ลิตร  มีข้อความและหมายเลขกำกับว่า
"Delaware Barrel PAT NO 2842282, Tri-sure, American lange, NY"
คำว่า Delaware  ซึ่งเป็นชื่อเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกานี่เอง  
ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยตั้งแต่เบื้องต้นว่า  ถังบรรจุสารเคมีดังกล่าวน่าจะเป็นของสหรัฐฯ
ก่อนที่จะมีคนไทยหลายคนทยอยออกมาให้ข้อมูลพร้อมรูปถ่ายว่าสหรัฐฯ
เคยเข้ามาทดลองสารเคมีที่เรียกว่าฝนเหลืองบริเวณนี้  เพื่อนำไปใช้ในสงครามเวียดนาม
        
นายเอนก  กลิ่นน้อย  อายุ 53 ปี  ราษฎรบ้านบ่อฝ้าย  เปิดเผยว่า  
เมื่อปี  2506  สมัยที่มีอายุ 17 ปี  เคยรับจ้างทหารอเมริกันผสมสารเคมีและได้มี
การนำไปโปรยในป่าใหญ่หลังค่ายธนะรัชต์  อ.ปราณบุรี  ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศ
เหมือนเหมือนเวียดนาม  โดยทดลองอยู่เกือบ 1 ปี
    
"สารเคมีที่นำมาผสมมี 3 ชนิด  เป็นผงสีขาว ๆ  และดำมีกลิ่นเหม็นมาก  
เวลากวนต้องใส่ถุงมือและหน้ากาก  ช่วงทำงานผมก็มีอาการแพ้สารเคมีเหมือนกัน
และหลังจากผสมเสร็จจะนำขึ้นบรรทุกเครื่องบิน  สมัยนั้นเรียกว่าโครงการใบไม้ร่วง  
ซึ่งเมื่อนำสารเคมีผสมเสร็จแล้วไปโปรย  ต้นไม้จะตายอย่างรวดเร็ว"  
นายเอนกกล่าว (กรุงเทพธุรกิจ 5, 8 เม.ย.  42)
        
ด้านเรือโทเมธี  เพ็ญสาดแสง  วัย 72 ปี  ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้ากองศูนย์ฝึกการบินพลเรือน
ในช่วงปี  2508  ก็บอกในทำนองเดียวกันว่า  ช่วงทดลอง  ทหารอเมริกันและคนไทย
ที่ไปรับจ้างทำงานเรียกสารตัวนี้ว่าฝนเหลือง
    
"สมัยนั้นคนไทยที่ทำงานอยู่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  นี่ล่วงเลยมา 30 ปีแล้ว  
สารพิษยังไม่สลายตัว  กรมควบคุมมลพิษบอกความจริงกับชาวหัวหินว่าสารเคมี
ที่ขุดพบเป็นสารเคมีตัวใดและเร่งรีบแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน"  เรือโทเมธีกล่าว
        
นอกจากนี้ทักษ์  เดชะปัญญา  ประธานสภาเทศบาลตำบลหัวหิน  ซึ่งเคยเป็นล่ามและช่างภาพ
ให้กับผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ  ก็ได้ออกมาระบุว่า  การทดลองสารเคมีในสนามบินบ่อฝ้ายดังกล่าว  
ใช้ชื่อว่า "defoliate"  หรือแผนใบไม้ร่วง  ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัย
ของประชาชนว่าสารเคมีที่ขุดพบอาจเป็นส่วนประกอบของฝนเหลือง  
กรมควบคุมมลพิษก็ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในระหว่างวันที่ 23 มี.ค.-4 เม.ย.  2542  
พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดินและน้ำที่ปนเปื้อนมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
ของบริษัทเอกชนช่วยตรวจสอบด้วย
        
หลังจากตรวจสอบสารปนเปื้อนเพียง 2 วัน  นวล  เภทยาภัชร  ผู้อำนวยการกองวัตถุมีพิษ  
กรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก็ออกมาเปิดเผยผลการวิเคราะห์ว่า  
พบไดเมทโธเอต (Dimethoate) และไตรอะโซฟอส (Triazophos)
ในปริมาณความเข้มข้นที่ต่ำมาก  พร้อมทั้งยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า  จากการตรวจสอบ
ทั้งในระดับอนุภาคของตัวสาร  ระดับโมเลกุล และทุกโครงสร้างทางเคมีแล้วไม่พบ
ทั้ง 2,4-D และ 2,4,5-T  หรือแม้แต่ไดออกซิน  สารดังกล่าวจึงไม่ใช่ฝนเหลือง
        
สำหรับผลการตรวจในห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษและบริษัทเอกชน  
ซึ่งก็คือบริษัทเจนโก้นั้น  ศิริธัญญ์  ไพโรจน์บริบูรณ์  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  
ออกมาเปิดเผยภายหลังว่า  ไม่พบ 2,4,5-T และ 2,4-D  รวมถึงไดออกซินเช่นเดียวกัน  
โดยสารประกอบหลักที่กรมควบคุมมลพิษตรวจพบคือ 2,6-bis-4-methylphenol
หรือ Butylated Hydroxytoluene  ซึ่งใช้เป็นสารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นในน้ำมันเชื้อเพลิง  
ส่วนห้องปฏิบัติเอกชนตรวจพบตัวทำละลายอินทรีย์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม  
ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหมือนรบกวน  ประกอบไปด้วยเบนซีน  
โทลูอีน  เอทธิลเบนซีนและไซลีน  ซึ่งเหล่านี้ใช้ประโยชน์ในการล้างคราบไขมัน
และเป็นเชื้อเพลิง
        
อย่างไรก็ดี  กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมคณะกรรมการรณรงค์ป้องกัน
ภัยสารพิษและกลุ่มกรีนพีชนานาชาติ  โครงการเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  
ได้ออกมาเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบสารเคมีดังกล่าว  
รวมทั้งตรวจสอบให้ทราบถึงบริษัทผู้ผลิต  เพื่อยืนยันลักษณะของสารเคมี
และให้ประเทศที่เป็นเจ้าของออกมาแสดงความรับผิดชอบ
        
นอกจากนี้ยังได้ทำจดหมายถึงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา  ประจำประเทศไทย  
ให้เปิดเผยข้อมูลทางการทหารที่เคยมีการทดลองสารพิษในประเทศไทย
สมัยสงครามเวียดนามด้วย  รวมทั้งได้ติดต่อกับศูนย์ข้อมูลสารพิษในสหรัฐฯ  
ที่ชื่อมัลติเนาชั่นแนล  รีสอร์ชเซ็นเตอร์  เพื่อขอข้อมูลสารพิษเพิ่มเติม  
นอกจากนี้ยังขอให้ศูนย์ดังกล่าวส่งจดหมายไปยังกระทรวงกลาโหมและ
กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ  ให้เปิดเผยข้อมูลปฏิบัติการทางทหาร
ในการทดลองสารพิษในประเทศไทยระหว่างสงครามเวียดนาม
        
"เราไม่เชื่อว่าการตรวจมีประสิทธิภาพพอ  เพราะปกติการตรวจหาสารพิษเหล่านี้  
ต้องมีการตรวจยืนยันกันหลายรอบ  นอกจากนี้การเก็บตัวอย่างดินก็ไม่รู้ว่าครอบคลุม
บริเวณปนเปื้อนทั้งหมดหรือเปล่า  อีกอย่างหนึ่งคือการตรวจหาไดออกซินนั้น  
ตรวจหาได้ยากมากในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพพอ
และต้องใช้งบประมาณสูง"  เพ็ญโฉม  ตั้ง  จากกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม  
กล่าวถึงเหตุผลที่ไม่สามารถยอมรับผลการตรวจของกรมควบคุมมลพิษได้

ในระหว่างที่ยังไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนว่า  สารเคมีที่พบเป็นของใครและเป็นสารอะไรกัน
คณะกรรมการเฉพาะกิจซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้  โดยมีนายศิริธัญญ์  
เป็นประธาน  ก็พยายามที่จะให้บริษัทเจนโก้เข้าไปดำเนินการบำบัดสารเคมี
ที่สนามบินบ่อฝ้ายอย่างเร่งด่วน  เพื่อยุติปัญหาและเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยคาดว่า
จะใช้จ่ายในเบื้องต้นถึง 30 ล้านบาท
        
อย่างไรก็ดี  คณะรัฐมนตรีไม่อนุมัติงบประมาณดังกล่าวให้แม้จะมีการลดงบประมาณ
เหลือ 16 ล้านบาทในเวลาต่อมา  เพราะกรมควบคุมมลพิษไม่สามารถระบุพื้นที่
ที่ปนเปื้อนสารเคมีได้อย่างชัดเจน
        
"ทำไมกรมควบคุมมลพิษไม่พยายามสืบหาต้นตอของสารเคมีนี้ทั้งที่เห็นอยู่ว่ามีอันตราย  
เป็นสารเคมีที่จัดเก็บผิดวิธี  แม้แต่กรมเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสารนี้คืออะไร"  
เพ็ญโฉมกล่าวพร้อมกับเสริมว่า  หากไม่สามารถสืบหาต้นตอของสารเคมีได้
ก็จะไม่สามารถจัดการได้ถูกวิธีเพราะสารเคมีทุกชนิดล้วนมีความเป็นพิษต่างกัน  
การจัดการจัดเก็บจึงต้องต่างกันไปด้วย  มิหนำซ้ำยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า  
ถ้าสารเคมีดังกล่าวไม่มีอันตรายจริงตามที่หลายฝ่ายออกมามายืนยัน  
ทำไมจึงต้องเสียงบประมาณจำนวนมากในการจัดการสารตกค้างเหล่านี้
(กรุงเทพธุรกิจ 12 เม.ย.  42)
        



ด้านสหรัฐฯ ซึ่งเก็บตัวเงียบตลอดเวลาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของสารพิษ
"ฝนเหลือง" ที่มีการขุดพบ  ในที่สุดเมื่อถูกก็ออกมายอมรับ  
โดยโฆษกประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา  ประจำประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์
กับสำนักข่าวเอพีเมื่อวันที่ 30 เม.ย.  ว่า  กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ามาปฏิบัติการ
ทดลองสารเคมีที่มีชื่อว่า  เอเยนต์ออเรนจ์  ในประเทศไทย  
โดยใช้ชื่อว่า Thailand Defoliation Program  หรือโครงการปฏิบัติการทดลอง
ใบไม้ร่วงในไทย  ช่วงระหว่างเดือน เม.ย.  2507-มิ.ย.  2508  บริเวณค่ายทหาร  
อ.ปราณบุรี  จ.ประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งไม่ไกลจากสนามบินบ่อฝ้ายนัก  โดยรัฐบาล  
จอมพล ถนอม  กิตติขจร  รับทราบอย่างเป็นทางการ
        
ไม่เพียงเท่านั้น  ในเอกสารที่สถานทูตสหรัฐฯ  ส่งให้ประเทศไทยในเวลาต่อมา
ยังมีการระบุด้วยว่า  นอกจากฝนเหลืองแล้ว  สหรัฐฯ ยังมีการทดลองสารเคมีตัวอื่น ๆ
ด้วยเพื่อเปรียบเทียบกับสารเอเยนต์ออเรนจ์  เช่น  สารสีม่วง  สารสีชมพู  เป็นต้น  
โดยในการทดลองครั้งมีคนไทยร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินการอยู่ด้วย 2 คน
คือ  นายเต็ม  สมิธินันท์  นักวิชาการกรมป่าไม้  ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว
และนายสมจิตร  พงค์พงัน
        
ส่วนถังสารเคมีที่พบในสนามบินบ่อฝ้ายนั้น  โฆษกประจำสถานทูตสหรัฐฯ
คนเดิมเลี่ยงที่จะพูดถึงชนิดและแหล่งที่มา  โดยกล่าวเพียงว่า  
จากการพิสูจน์ของทางการไทยพบว่า  ไม่ได้บรรจุสารที่เป็นส่วนที่ประกอบของเอเยนต์ออเรนจ์
        
ในเวลาต่อมานายสมจิตรได้ออกมาเปิดเผยว่า  หลังจากที่มีการโปรยสารเคมี
ในช่วงของการวิจัย ปี  2507  กระทรวงกลาโหม  สหรัฐฯ  ได้ทำการติดตามผลระยะยาวว่า  
จะมีผลต่อมนุษย์และสัตว์รวมทั้งป่าไม้อย่างไรซึ่งจากการพบปะและเยี่ยมเยียนครอบครัว
คนงานที่ถูกว่าจ้างให้เก็บตัวอย่างหลังการโปรยสารเคมีแต่ละครั้ง
และครอบครัวคนงานที่อยู่ใกล้บริเวณที่โปรยสารเคมีพบว่า  เด็กชายคนหนึ่ง
ที่เป็นบุตรของคนงานต้องเป็นเด็กพิการ คือ มีหน้าอกยุบแฟบไม่สมประกอบ  
ซึ่งจากการสอบถามพบว่าเด็กชายดังกล่าวอยู่ในระหว่างที่มีการโปรยสารเคมีในบริเวณนั้น
(มติชน, กรุงเทพธุรกิจ 12 พ.ค.  42)
        
หลังจากการออกมายอมรับของสหรัฐฯ  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  โดยกรมควบคุมมลพิษ
จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างดินที่ปนเปื้อนสารเคมีในสนามบินบ่อฝ้ายมาทำการตรวจสอบใหม่  
ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่จากสำนักงานคุ้มครองมลพิษของสหรัฐฯ  ตัวอย่างดินที่เก็บคราวนี้
อยู่ที่ระดับความลึก 2-5 เมตรซึ่งเป็นชั้นดินดาน และได้ส่งไปตรวจสอบ
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  เพราะจริง ๆ แล้วประเทศไทยไม่สามารถตรวจสอบ
สารไดออกซินได้  ซึ่งสุวิทย์  คุณกิตติ  รมว.  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  
ออกมายอมรับในที่สุดว่า  ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ตรวจสอบสารตัวนี้  เพราะไม่มีเครื่องมือเพียงพอ
        
ด้านศักดิ์สิทธิ์  ตรีเดช  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  ก็ตามคำถามนี้ได้เพียงว่า
"ที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างดินและน้ำที่ถูกสารเคมีปนเปื้อนไปตรวจสอบ
และนำไปใช้วิธีการตรวจสอบแบบเทียบเคียงแล้วไม่พบว่ามีการปนเปื้อนของไดออกซินแต่อย่างใด  
ในภาวะเร่งด่วนที่ต้องรายงานให้ประชาชนทราบ  จึงต้องใช้วิธีการเช่นนี้
และยืนยันว่าผลการตรวจสอบที่ออกมาเป็นไปตามมาตรฐานการวัดค่าทุกอย่าง"
(มติชน 5 เม.ย.  42)
        
"ไม่ใช่แต่กรณีของบ่อฝ้ายที่เดียวหรอก  เท่าที่สังเกตดู  ปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้น  
หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนั้น  
มักจะรีบออกมาปฏิเสธ  ในกรณีนี้  กรมควบคุมมลพิษอาจออกมาปฏิเสธเพื่อที่จะไม่ให้ประชาชนตื่นกลัว  
แต่กลับไม่คำนึงปัญหาเลยว่าจะก่อผลกระทบอย่างไรบ้าง"  
เพ็ญโฉมสะท้อนภาพวิธีการแก้ปัญหาของกรมควบคุมมลพิษ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  
ฝนเหลืองที่ว่าอันตราย  บางทีก็ยังอันตรายน้อยกว่าระบบการแก้ปัญหาของราชการไทยเสียอีก




เครดิต
http://www.school.net.th/library/snet6/envi5/yellowrain/rainn.htm
http://wintesla2003.com/topic/110710
tiexue.net/



ลิงค์หัวข้อ: http://dexmore.com/topic/5560
Windows NT 6.1    Chrome 10.0.648.151   see ip บันทึกการเข้า
โฮสต์ดีๆ บริการด้วยใจ
ส่งหัวข้อนี้พิมพ์ หน้า: 1 
กระโดดไป:  

Creative Commons License

SMF Thai Translation Powered by SMF © 2006–2012, Simple Machines LLC

WordPress Google เข้าเยี่ยมชมหน้านี้ล่าสุดเมื่อ : 14 พฤษภาคม 2555, 11:10:50

jQuery Plugin Copyright © 2551-2555 Themes Design & Hosting by DexMoreGroup

Sitemap | Thai Simple Machines Forum support SMF Thai

Web Begining | SMF Modifications | SMF Thai Translation Web Begining

Drupal | WordPress | CMS Joomla | jQuery Plugin | Web Graphics CMS Joomla