วัดพระแท่นศิลาอาสน์
การโจมตีทางอากาศสมัยสงครามอินโดจีน
ไฟไหม้อีกสองครั้ง พระเพลิงมาเยือนเมืองอุตรดิตถ์อีกสองครั้งคือในปี พ.ศ.2508
และอีกครั้งในปี พ.ศ.2526 ก่อให้เกิดความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พ.ศ.2466 เครื่องบินโชว์ตัวที่อุตรดิตถ์ คนอุตรดิตถ์อยากดู
จึงร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสนามบินให้เครื่องบินลง หลังจากนั้นอีก
11 ปี ใน พ.ศ.2477 รัฐบาลคณะราษให้เครื่องบิน 3 ลำ
เชิญรัฐธรรมนูญจำลองให้ชาวอุตรดิตถ์ ขณะเอาเครื่องลง
เครื่องบินติดตามเกิดอุบัติเหตุ เสียการทรงตัว พุ่งเข้าใส่ฝูงชน
มีผู้เสียชีวิต 8 รายบาดเจ็บอีกนับร้อย ในเดือนเมษายน ปี 2478
กองทัพอากาศรับเป็นเจ้าภาพในพิธีฌาปนกิจ นำเครื่องบินลงสนามในวันงานรวม 9
เครื่องมีการแสดงโชว์ทางอากาศ เป็นที่ชื่นชมของผู้คนเป็นอันว่า
หมดเรื่องเครื่องบินกับชาวอุตรดิตถ์เพียงแค่นี้
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เส็ดจขึ้นเมืองอุตรดิตถ์ วันที่ 23 ต.ค. รัตนโกสินทร์ ศก 120(พ.ศ.2444)
สนามบินหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้า(อุตรดิตถ์วิทยาเดิม)
ใช้ตอนสร้างเขี่อนสิริกิติ์โดยวิศวกรสร้างเขื่อนใช้เดินทางในสมัยนั้น
สถานีสำคัญความหมายของสถานีรถไฟอุตรดิตถ์
จากอุตรดิตถ์มุ่งสู่ลำปางขึ้นเหนือนั้น จะเป็นการเปลี่ยนภูมิประเทศของการเดินทางโดยสิ้นเชิง
นับแต่เขาพลึงเป็นต้นไปการเดินรถไฟจะต้องผ่านพื้นที่สูงและลาดชันของภูเขาโดยตลอด
สำหรับรถไฟสายเหนือทุกสาย เมื่อมาถึงอุตรดิตถ์จึงจำเป็นต้องหยุดเพื่อเติมน้ำเติมฟืน
หรือปลดขบวนให้มีจำนวนน้อยลง ในทางขาล่องก็เช่นเดียวกัน สถานีอุตรดิตถ์จึงเป็นสถานีใหญ่
สถานีสำคัญจนภายหลังจึงเปลี่ยนจุด ย้ายไปขยายตัวที่สถานีศิลาอาสน์
ในช่วงการบุกเบิกวางรางรถไฟสายเหนือตั้งแต่อุตรดิตถ์ขึ้นไปถือว่าเป็นช่วงที่วิบากเป็นอย่างยิ่ง
ไข้ป่าคือศัตรูสำคัญ กรรมกรสร้างทางล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ภาพหลังเส้นทางเสร็จจึง
ให้มีการรวบรวมอัฐิบรรจุไว้เป็นอนุสรณ์สถาน ตั้งอยู่ริมทางรถไฟที่วัดคลองท่าเสา
ภาพเขาพลึงขณะบุกเบิกทางในครั้งนั้น เห็นภูมิประเทศเป็นการลำบากแก่การเดินรถ
เป็นอย่างยิ่ง ส่วนภาพด้านขวาเป็นบริเวณบ้านปางต้นผึ้งขณะบุกเบิกเช่นเดียวกัน



อุตรดิตถ์สมัยที่ 6 อุตรดิตถ์ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงประเทศ
(แผ่นดินล้นเกล้ารัชการที่ 4- 5 พ.ศ.2393 ? 2453)
รถไฟมาอุตรดิตถ์พัฒนาการรถไฟ .. เพื่อเชื่อมโยงแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราโชบายสำคัญต้องการทำนุบำรุงการรถไฟของประเทศอย่างเต็มที่
การรถไฟเท่านั้นที่จะรับหน้าที่เป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงแผ่นดินและผู้คนให้ผูกเข้าด้วยกัน
มีความหมายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และการบริการปกครองในปี พ.ศ.2448 -2459
กรมรถไฟทำทางรถไฟมาทางสายเหนือ แนวเส้นทางช่วงผ่านเมืองอุตรดิตถ์
วิ่งตรงมายังวังเตาหม้อ (วัดท่าถนน) ผ่านป่าไผ่ที่เป็นป้าช้าเลยท่าเสา ผ่านป่าผ่านดงไปตลอดทาง
ครั้นปี พ.ศ.21450 -2451 จึงได้วางรางมาตามแนวที่วางไว้ไปหยุดที่ท่าเสา
และในปี พ.ศ. 2452-2453 สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ก็สร้างเสร็จและแล้วในปี พ.ศ.2454
รถไฟขบวนแรก็วิ่งมาถึงสถานีอุตรดิตถ์
ผลกระทบถึงขั้นย้ายตลาดถึงแม้กรมรถไฟจะทำทางรถไฟแยกไปหาตลาดหาดท่าอิฐแต่การคมนาคมชนิดใหม่นี้
ก็ทำให้ทำเลและสภาพของการติดต่อค้าขายแต่เดิมของหาดท่าอิฐและเมืองท่าเหนือ
กระทบกระเทือนเปลี่ยนแปลงไปหมด บรรดาสินค้าที่เคยขึ้นลงเชื่อมโยงตามแนวเหนือใต้
โดยทางน้ำก็เปลี่ยนไป ตลาดหาดท่าอิฐก็ซวนเซบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเดิมต่างมีความเห็นพ้องกันว่า
สมควรย้ายไปอยู่ใกล้สถานีอุตรดิตถ์และสถานีท่าเสา ตลาดหาดท่าอิฐสลายตัวลง
พ่อค้าแม่ค้า คนทำมาค้าขายแยกย้ายกันอพยพเปลี่ยนทำเลขึ้นไปอยู่ที่ท่าเสาและบางโพ
ตั้งแต่นั้นมาบริเวณบางโพรอบวัดวังเตาหม้อก็เป็นตลาดหนาแน่นเพิ่มขึ้นทุกที เช่นเดียวกับท่าเสา
เป็นเช่นนี้หาดท่าอิฐก็เสื่อมลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หมดสภาพไม่มีการค้าเหลืออยู่ต่อไป
ภาพสถานีรถไฟอุตรดิตถ์สองสมัย ภาพขวาเป็นอาคารที่สถาปนิกออกแบบเป็นตึกใหญ่
สูงโอ่โถงสวยงาม บนหลังคาสร้างป้อมไว้เป็นที่สำหรับตากอากาศด้วย
ด้ายซ้ายสังเกตได้ว่ายังเป็นอาคารเดิมที่ถูกดัดแปลง ทุบป้อม ใส่หลังคา
อย่างไรก็ตามสถานีรถไฟนี้ ถูกทิ้งระเบิดพังไปในคราวสงครามโลกครั้งที่ 2
เครดิต
www.bloggang.com
ลิงค์หัวข้อ:
http://dexmore.com/topic/768